รูปแบบของการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต มีลักษณะและวิธีการป้องกันโดยสรุป ดังนี้
1. การประมูลสินค้าทางอินเทอร์เน็ตโดยหลอกลวง (Internet Auction Fraud)
การโฆษณาขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ตด้วยวิธีการประมูลสินค้า
ผู้ซื้อที่สนใจจะเข้าร่วมการประมูลมัก
ต้องลงทะเบียนเป็นสมาชิกของเว็บไซต์นั้นๆ
ซึ่งโดยทั่วไปจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ หลังจากนั้นจะได้รับ
หมายเลขสมาชิกและรหัสผ่าน (password)
ผู้ซื้อจะต้องเสนอราคาซื้อแข่งขันกับผู้ซื้อรายอื่น เมื่อเสร็จสิ้นการ
ประมูลถือว่ามีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ประมูลและผู้เสนอขาย
โดยจะมีการส่งข้อความทางอีเมล์ (e-mail)
แจ้งให้ผู้ซื้อและผู้ขายทราบผลการประมูล
และแจ้งรายละเอียดที่จะติดต่อกันได้ เพื่อให้ทั้งฝ่ายผู้ซื้อและ
ผู้ขายติดต่อกันในเรื่องการชำระเงินและการส่งมอบสินค้า
ลักษณะ การหลอกลวง:
การประมูลสินค้าทางอินเทอร์เน็ต
เป็นวิธีการซื้อขายสินค้าที่ได้รับความนิยม
และเป็นช่องทางการ ติดต่อซื้อขายสินค้าที่สะดวกรวดเร็ว
ในรายงานสำรวจที่กล่าวมาแล้วของบางประเทศพบว่า เป็นวิธีการ
หลอกลวงที่พบมากที่สุดเช่นกัน การหลอกลวงมีหลายรูปแบบ เช่น
ผู้ขายไม่ส่งมอบสินค้าที่ผู้ซื้อประมูลได้
เพราะไม่มีสินค้าอยู่จริง,
การหลอกลวงโดยการปั่นราคาซื้อขาย ผู้ขายหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ขายจะ
เข้าเสนอราคาเพื่อประมูลสินค้าของตน
เพื่อให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น
ทำให้ผู้ซื้อต้องซื้อสินค้าในราคาที่สูงเกินจริง เป็นต้น
ความ เสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้:
ผู้ซื้อได้ชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายแล้ว
แต่ยังไม่ได้รับสินค้า หรือได้รับสินค้าที่ชำรุดเสียหาย
หรือเป็นสินค้า
ที่มีลักษณะไม่ตรงกับที่มีการเสนอขายแต่แรก
ด้านผู้ให้บริการประมูลทางอินเทอร์เน็ตเองก็อาจได้รับความ เสียหาย
เพราะผู้ใช้บริการ (ผู้ซื้อและผู้ขาย)
ไม่ให้ความไว้วางใจและไม่ใช้บริการ
วิธีการป้องกัน:
ผู้ซื้อควรตรวจสอบว่าเว็บไซต์ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการด้านการประมูลทาง
อินเทอร์เน็ต (คนกลาง)
มีวิธีการระบุตัวบุคคลที่เป็นผู้ขาย (หรือผู้ซื้อ) ดีพอหรือไม่
กล่าวคือมีการเก็บประวัติ รายละเอียดของผู้ขาย ที่สามารถติดต่อได้
หรือพิจารณาว่าผู้ให้บริการด้านการประมูลทางอินเทอร์เน็ต
(คนกลาง) มีนโยบายการ
ประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง
2. การให้บริการอินเทอร์เน็ตโดยหลอกลวง (Internet Service Provider Scams)
ผู้หลอกลวงจะส่งเช็คจำนวนหนึ่ง (เช่นราว 3.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
ให้แก่ผู้ใช้บริการ เมื่อมีการเบิกเงินตาม
เช็คแล้วก็ถือว่าผู้บริโภคตกลงที่จะใช้บริการของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
(Internet Service Provider - ISP) ที่ได้รับแจ้ง
ในการนี้อาจจะไม่มีการแจ้งค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใดๆ
และมักเป็นการทำสัญญาให้
บริการอินเทอร์เน็ตที่มีระยะเวลานาน
ผู้หลอกลวงจงใจให้ผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการเกิดความสับสน
และเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการบริการนั้น
กล่าวคือเมื่อผู้บริโภคเข้าทำสัญญา ดังกล่าวแล้วจะถือว่า
ยินยอมตามเงื่อนไขทุกประการที่ระบุไว้
การหลอกลวงดังกล่าวนี้มักพบในประเทศที่มีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หลายราย
และมีบริการที่หลากหลาย
ลักษณะ การหลอกลวง:
ผู้บริโภคถูกเรียกเก็บเงินค่าบริการต่างๆ จากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
นอกจากนี้ ยังอาจจะมีคำขู่
ที่กล่าวว่าถ้าหากผู้ใช้บริการ ต้องการเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดสัญญา
จะถูกปรับเป็นจำนวนเงินที่สูง
ความ เสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้:
ผู้บริโภคถูกเรียกเก็บเงินค่าบริการต่างๆ
จากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้
ยังอาจจะมีคำขู่ที่กล่าวว่า
ถ้าหากผู้ใช้บริการต้องการเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดสัญญา
จะถูกปรับเป็นจำนวนเงินที่สูง
วิธี การป้องกัน:
เมื่อผู้บริโภคได้รับเช็คโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนแล้ว
ไม่ควรทำข้อตกลงใดๆ กับบุคคลอื่น แต่ควรศึกษา
รายละเอียดของเอกสารหรือข้อตกลงที่ส่งมาโดยถี่ถ้วน
ตรวจสอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะถูกเรียกเก็บให้ครบถ้วน
และควรติดต่อผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตโดยตรง
3. การใช้บัตรเครดิตโดยไม่ได้รับอนุญาต (Credit Card Fraud)
การชำระค่าสินค้า
ค่าบริการทางอินเทอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมที่สุดวิธีหนึ่งคือ
การชำระเงินด้วยบัตร เครดิต
เนื่องจากมีความสะดวกแก่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
ผู้ซื้อสามารถชำระเงินโดยการให้ข้อมูลบัตรเครดิตคือ หมายเลขบัตรเครดิต
ชื่อ-สกุลของ ผู้ถือบัตร และวันหมดอายุแก่ร้านค้า
ร้านค้าสามารถตรวจสอบได้เพียงว่า
บัตรดังกล่าวเป็นบัตรที่ออกโดยผู้ออกบัตรจริง
แต่ไม่สามารถตรวจสอบตัวบุคคลผู้ใช้บัตรได้ว่าเป็นบุคคลใด
ลักษณะการหลอกลวง:
วิธีการหลอกลวงเกี่ยวกับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตทางอินเทอร์เน็ตมีหลาย
วิธี ตัวอย่างเช่น
การให้บริการดูภาพลามกอนาจารโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป (ตามกฎหมาย สหรัฐอเมริกา)
แต่ผู้บริโภคต้องแจ้งข้อมูลบัตรเครดิตให้ผู้ให้บริการทราบ
เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
แล้วผู้หลอกลวงจะใช้ข้อมูลนี้ไปกระทำผิดในที่อื่น
ความ เสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้:
ผู้ถือบัตรที่เป็นผู้บริโภคถูกเรียกเก็บเงินค่าสินค้าหรือบริการจากบริษัท
หรือธนาคารผู้ออกบัตร ทั้งที่ผู้
ถือบัตรไม่ได้ใช้บัตรเครดิตชำระรายการนั้นๆ เลย
ซึ่งกฎหมายบางประเทศจะให้ความคุ้มครองผู้ถือบัตร ในกรณีนี้
หรือผู้ถือบัตรรับผิดไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในข้อตกลงระหว่างผู้ออก
บัตรและผู้ถือบัตร
วิธีการป้องกัน:
ผู้ถือบัตรเครดิตไม่ควรแจ้งข้อมูลบัตรเครดิตให้บุคคลอื่นทราบ
แต่หากต้องมีการชำระเงินด้วยบัตร เครดิต ทางอินเทอร์เน็ต
ก็ควรเลือกร้านค้าที่มีความน่าเชื่อถือ
หรือมีหลักแหล่งที่แน่นอนสามารถติดต่อได้
หรือผู้บริโภคอาจเลือกใช้บัตรที่มีวิธีการตรวจสอบตัวบุคคลผู้ใช้บัตรว่าเป็น
ผู้ถือบัตร เช่น การใช้รหัสประจำ ตัว (PIN) หรือรหัสใดๆ
ที่ไม่ปรากฎอยู่บนบัตร แต่ถือ
เป็นข้อมูลส่วนตัวของผู้ถือบัตรที่ไม่เปิดเผย ให้บุคคลอื่นทราบ นอกจากนี้
ผู้ถือบัตรควรตรวจดูข้อตกลงที่ทำไว้กับผู้ออกบัตรด้วยว่ามีเงื่อนไข
ความรับผิดชอบอย่างไร
4.
การเข้าควบคุมการใช้โมเดมของบุคคลอื่น (International Modem
Dialing/ Modem Hijacking)
ลักษณะการหลอกลวง:
การโฆษณาการให้บริการสื่อลามกอนาจารโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
ผู้ใช้บริการจะต้องติดตั้งโปรแกรม
คอมพิวเตอร์เพื่อดูภาพดังกล่าวหรือเรียกว่า ‘viewer’ หรือ
‘dialer’ ของผู้ให้บริการ เมื่อผู้ใช้บริการเปิดดูภาพ
ด้วยโปรแกรมข้างต้นแล้ว
การทำงานของโปรแกรมดังกล่าวจะเริ่มเมื่อมีการใช้เครื่องโมเดม (modem)
ในขณะเดียวกันโปรแกรมฯ จะควบคุมการทำงานของโมเดม
และสั่งให้หยุดการทำงานโดยที่ผู้ใช้บริการไม่รู้ ตัว
แล้วจะสั่งให้มีการต่อเชื่อมผ่านโมเดมอีกครั้งหนึ่ง โดยเป็นการใช้โทรศัพท์
ทางไกลจากที่ใดที่หนึ่ง
แล้วมีการใช้อินเทอร์เน็ตอีกครั้งจากที่นั้น
เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถดูเว็บไซต์
ความเสียหายที่ อาจเกิดขึ้นได้:
ผู้ใช้บริการจะถูกเรียกเก็บเงินค่าโทรศัพท์ทางไกลจำนวนมาก
ทั้งที่ผู้ใช้บริการอาจไม่รับรู้ ซึ่งเป็นเพราะ
มีบุคคลอื่นลักลอบใช้โทรศัพท์โดยอาศัยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าว
วิธีการป้องกัน:
ผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงไม่ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์
สำหรับการให้บริการใดๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูเว็บไซต์ที่มีข้อมูลภาพลามกอนาจาร
และควรตรวจสอบเงื่อนไข และค่าใช้จ่ายต่างๆ
ถ้าพบสิ่งผิดปกติ ต้องแจ้งระงับการใช้งานกับผู้ให้บริการทันที
นอกจากนั้น
ผู้ใช้บริการควรตรวจสอบใบแจ้งหนี้ค่าบริการโทรศัพท์อย่างสม่ำเสมอ
5. การหลอกลวงให้ใช้บริการเกี่ยวกับเว็บไซต์ (Web Cramming)
ลักษณะการหลอกลวง:
การหลอกลวงว่ามีการให้บริการเปิดเว็บเพจ (web page)
โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เช่นการเปิดเว็บเพจ เป็นเวลา 30
วัน และไม่มีข้อผูกพันใดๆ ถ้าไม่ใช้บริการต่อไป
ความเสียหายที่ อาจเกิดขึ้นได้:
เมื่อมีการตกลงใช้บริการดังกล่าวแล้ว
ผู้ใช้บริการจะถูกเรียกเก็บเงินค่าใช้บริการโทรศัพท์ หรือค่าใช้
บริการในการมี เว็บเพจ (ค่าธรรมเนียมการใช้พื้นที่)
เป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ตนไม่เคยใช้บริการ
หรือไม่ได้สมัคร แต่อย่างใด ผู้ใช้บริการยังไม่
สามารถแจ้งให้ผู้ให้บริการยกเลิกได้ทันทีอีกด้วย
วิธีการป้องกัน:
ผู้บริโภคควรตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ให้บริการ
และเลือกใช้บริการที่มีความน่าเชื่อถือเท่านั้น (กรณีนี้มักพบใน
ประเทศที่มีผู้ให้บริการโทรศัพท์จำนวนมากเช่นในประเทศสหรัฐอเมริกา
เป็นต้น)
6. การหลอกลวงโดยใช้การตลาดหรือการขายแบบตรง (Multilevel Marketing Plans/ Pyramids)
ลักษณะการหลอกลวง:
การหลอกลวงในลักษณะนี้คล้ายคลึงกับการนำสื่อโฆษณาในการทำตลาดหรือการขายตรง
โดยมีการ
ชักชวนให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วมเป็นสมาชิกในเครือข่ายธุรกิจ
โดยการกล่าวอ้างว่าผู้ขายจะได้รับสิทธิในการ จำหน่ายสินค้าหลายชนิด
และได้รับผลประโยชน์จากการขายสินค้าหรือชักชวนบุคคลอื่นเข้ามาเป็นตัวแทน
ขายตรงเป็นทอดๆ
ทำให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์จริงมีจำนวนน้อยราย
ความเสียหายที่ อาจเกิดขึ้นได้:
ผู้บริโภคที่เข้าร่วมเครือข่ายจะต้องชำระค่าสมาชิกจำนวนหนึ่ง
แต่จะไม่มีรายได้ประจำแต่อย่างใด
รายได้ของผู้บริโภคจึงไม่แน่นอนและมักจะไม่ได้รับผลประโยชน์ตามที่ผู้หลอก
ลวงกล่าวอ้าง เพราะไม่ สามารถขายสินค้าได้ตามเป้าหมาย
วิธีการป้องกัน:
ผู้บริโภคควรระมัดระวังในการสมัครเป็นสมาชิกหรือตัวแทนจำหน่ายสินค้า
ที่ต้องหาสมาชิกรายอื่น เพิ่มขึ้นหรือต้อง
จำหน่ายสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูงให้ได้ตามยอดจำหน่ายที่กำหนด เพราะอาจถูก
หลอกลวงได้
7. การหลอกลวงโดยเสนอให้เงินจากประเทศไนจีเรีย (Nigerian Money Offers)
ลักษณะการหลอกลวง:
ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะได้รับข้อความจากจดหมายหรืออีเมล์ (e-mail)
จากบุคคลที่กล่าวอ้างว่ามีความ สำคัญในประเทศไนจีเรีย
เพื่อขอช่วยเหลือในการโอนเงินจำนวนมากไปยังต่างประเทศ โดยผู้บริโภคจะ
ได้รับเงินส่วนแบ่ง จำนวนนับล้านเหรียญ ดอลลาร์สหรัฐฯ
ข้อความในจดหมายหรืออีเมล์มีเนื้อหาทำนองว่า
ประชาชนในประเทศไนจีเรียไม่สามารถเปิด
บัญชีเงินฝากในต่างประเทศ หรือโอนเงินออกนอกประเทศที่มีมูลค่าราว 10
ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้
หรือรัฐบาลไนจีเรียต้องการทำธุรกิจกับชาวต่างชาติ
จึงต้องการความช่วยเหลือจากชาวต่างชาติในการ
เปิดบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวันที่เบิกด้วยเช็ค ซึ่งท่านจะได้รับค่า
ตอบแทนหรือค่านายหน้า
ผู้บริโภคเพียงแต่แจ้งรายละเอียดของบัญชีเงินฝากของตน
และกรอกเอกสารพร้อมทั้งลงลายมือชื่อ ของเจ้าของบัญชีเท่านั้น
ความเสียหายที่ อาจเกิดขึ้นได้:
เมื่อมีการแจ้งข้อมูลบัญชีเงินฝากแล้ว
ผู้บริโภคจะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการ
ดำเนินการตลอดเวลา
โดยให้ผู้บริโภคโอนเงินเข้าบัญชีที่แจ้งไว้
ผู้ที่หลอกลวงจึงสามารถเบิกเงินจาก บัญชีดังกล่าวได้
โดยอ้างเอกสารมอบอำนาจของเจ้า ของบัญชี
แต่การโอนเงินลักษณะนี้อาจทำไม่ได้ ในประเทศไทย
เว้นแต่จะเป็นการโอนเงินระหว่างบัญชีของธนาคารเดียวกัน ทางอินเทอร์เน็ต
วิธี การป้องกัน:
ผู้บริโภคไม่ควรหลงเชื่อบุคคลอื่นที่อ้างตัวและเสนอจะให้ผลประโยชน์จำนวน
มหาศาลโดยไม่มี ความเสี่ยงเช่นนี้ และ
ไม่ควรเปิดเผยข้อมูลบัญชีธนาคารของตนแก่ผู้อื่นด้วย
8. การหลอกลวงให้ประกอบธุรกิจที่บ้าน (Work-at-Home)
ลักษณะการหลอกลวง:
บริษัทที่หลอกลวงจะเชิญชวนให้ผู้ต้องการประกอบธุรกิจทางอินเทอร์เน็ตหรือ
ธุรกิจด้าน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
สมัครเป็นสมาชิกเพื่อทำธุรกิจ
โดยผู้บริโภคมีเพียงเครื่องคอมพิวเตอร์และ สามารถ
ใช้อินเทอร์เน็ตจากที่บ้านได้ และมักอ้าง
ว่าธุรกิจประเภทนี้เป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่ผู้บริโภคจะไม่ได้รับคำแนะนำในการทำธุรกิจ ไม่มีข้อมูลธุรกิจ
ที่ชัดเจนหรือไม่ทราบว่าตน อาจไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ
เลยผู้ถูกหลอกลวงจะถูกเรียกเก็บเงินค่าสมาชิกหรือซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น
เพื่อเริ่มทำธุรกิจ
ความเสียหายที่ อาจเกิดขึ้นได้:
ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนตามที่มีการกล่าวอ้าง
และอาจต้องสูญเสียเงินจากการ ลงทุนอีกด้วย
วิธีการป้องกัน:
ผู้ที่ต้องการลงทุนหรือต้องการเป็นเจ้าของกิจการ
ควรศึกษาหรือสอบถามรายละเอียดของ
ประเภทธุรกิจที่จะลงทุนการจ่าย เงินค่าตอบแทนที่ผู้บริโภคจะได้รับ
ที่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน
รวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จะต้องจ่ายในการเริ่มต้นทำธุรกิจ
และผู้บริโภคควรระวังไม่หลงเชื่อ
คำเชิญชวนของผู้ที่อ้างว่าเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้จำนวนมากภายในระยะเวลา
สั้นๆ
9. การหลอกลวงให้จดทะเบียนโดเมนเนม (domain name registration scams)
ลักษณะการหลอกลวง:
ผู้ที่ต้องการทำธุรกิจทางอินเทอร์เน็ตที่ต้องการมีเว็บไซต์และโดเมนเนมของตน
เอง จะได้รับ
การเสนอแนะว่าท่านสามารถได้รับสิทธิในการจดทะเบียนโดเมนเนมในระดับบนที่
เรียกว่า “Generic Top-Level Domain’ หรือ gTLD ได้แก่
.com, .org, .net, .int, .edu, .gov, .mil, .aero, .biz,
.coop, .info, .museum, .name, and .pro เป็นต้น ก่อนบุคคลอื่น
และถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจองโดเมนเนมที่ต้องการ
ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีการให้บริการ ในลักษณะดังกล่าว
ความ เสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้:
ผู้ที่หลงเชื่ออาจได้รับความเสียหายเพราะได้ชำระเงินให้แก่ผู้ที่หลอกลวง
โดยไม่ได้รับสิทธิหรือ ประโยชน์ตามที่กล่าวอ้าง
วิธีการป้องกัน:
1. หลีกเลี่ยงการใช้บริการการขอจดทะเบียนโดเมนเนมล่วงหน้า
ที่ให้การรับรองว่าจะได้รับสิทธิ ในการเลือกโดเมนเนมประเภทนี้ (gTLD)
ก่อนบุคคลอื่น และไม่ควรหลงเชื่อคำโฆษณา
2.
ควรติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการยื่นขอจดทะเบียนจากผู้รับจดทะเบียนที่ได้รับ
สิทธิภายใน ประเทศหรือเว็บไซต์ของ ICANN (Internet
Corporation for Assigned Names and Numbers)
(www.icann.org)
3. 3. ควรใช้บริการจดทะเบียนโดเมนเนมกับหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น
ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต,
บริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
หรือใช้บริการของ “ศูนย์สารสนเทศเครือข่ายแห่งประเทศไทย” (Thailand
Network Information Center – THNIC) (www.thnic.net)
10. การหลอกลวงโฆษณาหรือขายยามหัศจรรย์ (miracle products)
ลักษณะการหลอกลวง:
การโฆษณาหรือขายยาทางอินเทอร์เน็ตที่อ้างสรรพคุณว่าสามารถรักษาโรคหรืออาการ
เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง,
โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (HIV/AIDS), โรคความดัน โลหิตสูง
ฯลฯ หรือสามารถบรรเทาความเจ็บป่วยได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
และมักอ้างว่ายาเหล่านี้
ได้รับการรับรองหรือการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว
ความเสียหายที่ อาจเกิดขึ้นได้:
ผู้ป่วยที่ซื้อยาดังกล่าวโดยเชื่อว่าสามารถรักษาความเจ็บป่วยได้
อาจต้องสูญเสียเงินหรือ โอกาสในการได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
นอกจากนั้น ยังอาจได้รับอันตรายจากการใช้ยาเหล่านั้นด้วย
วิธีการป้องกัน: การใช้ยารักษาโรคควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น
ขอบคุณที่มา: ecommerce.or.th