Photobucket Photobucket Photobucket Photobucket Photobucket Photobucket Photobucket Photobucket Photobucket Photobucket Photobucket Photobucket

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

อินเตอร์เน็ตคืออะไร หมายถึงอะไร

       



              เครือข่ายคอมพิวเตอร์นานาชาติที่มีสายตรงต่อไปยังสถาบันหรือหน่วยงานต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้รายใหญ่ทั่วโลก ผ่านโมเด็ม (modem) คล้ายกับ Compuserve ผู้ใช้เครือข่ายนี้สามารถสื่อสารถึงกันได้ทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) สามารถสืบค้นข้อมูลและสารสนเทศ รวมทั้งคัดลอกแฟ้มข้อมูล และโปรแกรมบางโปรแกรมมาใช้ได้ อย่างไรก็ตาม มีผู้เปรียบเทียบว่า อินเทอร์เน็ตเป็นเหมือนทางหลวงระหว่างประเทศ แต่ละประเทศจะต้องมีถนนเข้ามาเชื่อมต่อเข้าไปในประเทศ กล่าวคือ จะต้องมีเครือข่ายภายในรับช่วงต่ออีกทอดหนึ่ง (เช่น ไทยมี Chulanet, KSC , Infonews เป็นต้น ) มิฉะนั้นก็จะใช้ไม่ได้ผล


ที่มา คำศัพท์คอมพิวเตอร์

10 กลโกงทางอินเตอร์เน็ต

รูปแบบของการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต มีลักษณะและวิธีการป้องกันโดยสรุป ดังนี้







1. การประมูลสินค้าทางอินเทอร์เน็ตโดยหลอกลวง (Internet Auction Fraud)

การโฆษณาขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ตด้วยวิธีการประมูลสินค้า ผู้ซื้อที่สนใจจะเข้าร่วมการประมูลมัก ต้องลงทะเบียนเป็นสมาชิกของเว็บไซต์นั้นๆ ซึ่งโดยทั่วไปจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ หลังจากนั้นจะได้รับ หมายเลขสมาชิกและรหัสผ่าน (password) ผู้ซื้อจะต้องเสนอราคาซื้อแข่งขันกับผู้ซื้อรายอื่น เมื่อเสร็จสิ้นการ ประมูลถือว่ามีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ประมูลและผู้เสนอขาย โดยจะมีการส่งข้อความทางอีเมล์ (e-mail) แจ้งให้ผู้ซื้อและผู้ขายทราบผลการประมูล และแจ้งรายละเอียดที่จะติดต่อกันได้ เพื่อให้ทั้งฝ่ายผู้ซื้อและ ผู้ขายติดต่อกันในเรื่องการชำระเงินและการส่งมอบสินค้า

ลักษณะ การหลอกลวง: การประมูลสินค้าทางอินเทอร์เน็ต เป็นวิธีการซื้อขายสินค้าที่ได้รับความนิยม และเป็นช่องทางการ ติดต่อซื้อขายสินค้าที่สะดวกรวดเร็ว ในรายงานสำรวจที่กล่าวมาแล้วของบางประเทศพบว่า เป็นวิธีการ หลอกลวงที่พบมากที่สุดเช่นกัน การหลอกลวงมีหลายรูปแบบ เช่น ผู้ขายไม่ส่งมอบสินค้าที่ผู้ซื้อประมูลได้ เพราะไม่มีสินค้าอยู่จริง, การหลอกลวงโดยการปั่นราคาซื้อขาย ผู้ขายหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ขายจะ เข้าเสนอราคาเพื่อประมูลสินค้าของตน เพื่อให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น ทำให้ผู้ซื้อต้องซื้อสินค้าในราคาที่สูงเกินจริง เป็นต้น

ความ เสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้: ผู้ซื้อได้ชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายแล้ว แต่ยังไม่ได้รับสินค้า หรือได้รับสินค้าที่ชำรุดเสียหาย หรือเป็นสินค้า ที่มีลักษณะไม่ตรงกับที่มีการเสนอขายแต่แรก ด้านผู้ให้บริการประมูลทางอินเทอร์เน็ตเองก็อาจได้รับความ เสียหาย เพราะผู้ใช้บริการ (ผู้ซื้อและผู้ขาย) ไม่ให้ความไว้วางใจและไม่ใช้บริการ

วิธีการป้องกัน: ผู้ซื้อควรตรวจสอบว่าเว็บไซต์ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการด้านการประมูลทาง อินเทอร์เน็ต (คนกลาง) มีวิธีการระบุตัวบุคคลที่เป็นผู้ขาย (หรือผู้ซื้อ) ดีพอหรือไม่ กล่าวคือมีการเก็บประวัติ รายละเอียดของผู้ขาย ที่สามารถติดต่อได้ หรือพิจารณาว่าผู้ให้บริการด้านการประมูลทางอินเทอร์เน็ต (คนกลาง) มีนโยบายการ ประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง

2. การให้บริการอินเทอร์เน็ตโดยหลอกลวง (Internet Service Provider Scams)

ผู้หลอกลวงจะส่งเช็คจำนวนหนึ่ง (เช่นราว 3.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ให้แก่ผู้ใช้บริการ เมื่อมีการเบิกเงินตาม เช็คแล้วก็ถือว่าผู้บริโภคตกลงที่จะใช้บริการของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider - ISP) ที่ได้รับแจ้ง ในการนี้อาจจะไม่มีการแจ้งค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใดๆ และมักเป็นการทำสัญญาให้ บริการอินเทอร์เน็ตที่มีระยะเวลานาน ผู้หลอกลวงจงใจให้ผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการเกิดความสับสน และเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการบริการนั้น กล่าวคือเมื่อผู้บริโภคเข้าทำสัญญา ดังกล่าวแล้วจะถือว่า ยินยอมตามเงื่อนไขทุกประการที่ระบุไว้ การหลอกลวงดังกล่าวนี้มักพบในประเทศที่มีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หลายราย และมีบริการที่หลากหลาย

ลักษณะ การหลอกลวง: ผู้บริโภคถูกเรียกเก็บเงินค่าบริการต่างๆ จากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ ยังอาจจะมีคำขู่ ที่กล่าวว่าถ้าหากผู้ใช้บริการ ต้องการเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดสัญญา จะถูกปรับเป็นจำนวนเงินที่สูง

ความ เสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้: ผู้บริโภคถูกเรียกเก็บเงินค่าบริการต่างๆ จากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ ยังอาจจะมีคำขู่ที่กล่าวว่า ถ้าหากผู้ใช้บริการต้องการเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดสัญญา จะถูกปรับเป็นจำนวนเงินที่สูง

วิธี การป้องกัน: เมื่อผู้บริโภคได้รับเช็คโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนแล้ว ไม่ควรทำข้อตกลงใดๆ กับบุคคลอื่น แต่ควรศึกษา รายละเอียดของเอกสารหรือข้อตกลงที่ส่งมาโดยถี่ถ้วน ตรวจสอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะถูกเรียกเก็บให้ครบถ้วน และควรติดต่อผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตโดยตรง

3. การใช้บัตรเครดิตโดยไม่ได้รับอนุญาต (Credit Card Fraud)

การชำระค่าสินค้า ค่าบริการทางอินเทอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมที่สุดวิธีหนึ่งคือ การชำระเงินด้วยบัตร เครดิต เนื่องจากมีความสะดวกแก่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ผู้ซื้อสามารถชำระเงินโดยการให้ข้อมูลบัตรเครดิตคือ หมายเลขบัตรเครดิต ชื่อ-สกุลของ ผู้ถือบัตร และวันหมดอายุแก่ร้านค้า ร้านค้าสามารถตรวจสอบได้เพียงว่า บัตรดังกล่าวเป็นบัตรที่ออกโดยผู้ออกบัตรจริง แต่ไม่สามารถตรวจสอบตัวบุคคลผู้ใช้บัตรได้ว่าเป็นบุคคลใด

ลักษณะการหลอกลวง: วิธีการหลอกลวงเกี่ยวกับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตทางอินเทอร์เน็ตมีหลาย วิธี ตัวอย่างเช่น การให้บริการดูภาพลามกอนาจารโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป (ตามกฎหมาย สหรัฐอเมริกา) แต่ผู้บริโภคต้องแจ้งข้อมูลบัตรเครดิตให้ผู้ให้บริการทราบ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล แล้วผู้หลอกลวงจะใช้ข้อมูลนี้ไปกระทำผิดในที่อื่น

ความ เสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้: ผู้ถือบัตรที่เป็นผู้บริโภคถูกเรียกเก็บเงินค่าสินค้าหรือบริการจากบริษัท หรือธนาคารผู้ออกบัตร ทั้งที่ผู้ ถือบัตรไม่ได้ใช้บัตรเครดิตชำระรายการนั้นๆ เลย ซึ่งกฎหมายบางประเทศจะให้ความคุ้มครองผู้ถือบัตร ในกรณีนี้ หรือผู้ถือบัตรรับผิดไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในข้อตกลงระหว่างผู้ออก บัตรและผู้ถือบัตร

วิธีการป้องกัน: ผู้ถือบัตรเครดิตไม่ควรแจ้งข้อมูลบัตรเครดิตให้บุคคลอื่นทราบ แต่หากต้องมีการชำระเงินด้วยบัตร เครดิต ทางอินเทอร์เน็ต ก็ควรเลือกร้านค้าที่มีความน่าเชื่อถือ หรือมีหลักแหล่งที่แน่นอนสามารถติดต่อได้ หรือผู้บริโภคอาจเลือกใช้บัตรที่มีวิธีการตรวจสอบตัวบุคคลผู้ใช้บัตรว่าเป็น ผู้ถือบัตร เช่น การใช้รหัสประจำ ตัว (PIN) หรือรหัสใดๆ ที่ไม่ปรากฎอยู่บนบัตร แต่ถือ เป็นข้อมูลส่วนตัวของผู้ถือบัตรที่ไม่เปิดเผย ให้บุคคลอื่นทราบ นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรควรตรวจดูข้อตกลงที่ทำไว้กับผู้ออกบัตรด้วยว่ามีเงื่อนไข ความรับผิดชอบอย่างไร

4. การเข้าควบคุมการใช้โมเดมของบุคคลอื่น (International Modem Dialing/ Modem Hijacking)

ลักษณะการหลอกลวง: การโฆษณาการให้บริการสื่อลามกอนาจารโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ผู้ใช้บริการจะต้องติดตั้งโปรแกรม คอมพิวเตอร์เพื่อดูภาพดังกล่าวหรือเรียกว่า ‘viewer’ หรือ ‘dialer’ ของผู้ให้บริการ เมื่อผู้ใช้บริการเปิดดูภาพ ด้วยโปรแกรมข้างต้นแล้ว การทำงานของโปรแกรมดังกล่าวจะเริ่มเมื่อมีการใช้เครื่องโมเดม (modem) ในขณะเดียวกันโปรแกรมฯ จะควบคุมการทำงานของโมเดม และสั่งให้หยุดการทำงานโดยที่ผู้ใช้บริการไม่รู้ ตัว แล้วจะสั่งให้มีการต่อเชื่อมผ่านโมเดมอีกครั้งหนึ่ง โดยเป็นการใช้โทรศัพท์ ทางไกลจากที่ใดที่หนึ่ง แล้วมีการใช้อินเทอร์เน็ตอีกครั้งจากที่นั้น เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถดูเว็บไซต์

ความเสียหายที่ อาจเกิดขึ้นได้: ผู้ใช้บริการจะถูกเรียกเก็บเงินค่าโทรศัพท์ทางไกลจำนวนมาก ทั้งที่ผู้ใช้บริการอาจไม่รับรู้ ซึ่งเป็นเพราะ มีบุคคลอื่นลักลอบใช้โทรศัพท์โดยอาศัยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าว

วิธีการป้องกัน: ผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงไม่ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สำหรับการให้บริการใดๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูเว็บไซต์ที่มีข้อมูลภาพลามกอนาจาร และควรตรวจสอบเงื่อนไข และค่าใช้จ่ายต่างๆ ถ้าพบสิ่งผิดปกติ ต้องแจ้งระงับการใช้งานกับผู้ให้บริการทันที นอกจากนั้น ผู้ใช้บริการควรตรวจสอบใบแจ้งหนี้ค่าบริการโทรศัพท์อย่างสม่ำเสมอ

5. การหลอกลวงให้ใช้บริการเกี่ยวกับเว็บไซต์ (Web Cramming)

ลักษณะการหลอกลวง: การหลอกลวงว่ามีการให้บริการเปิดเว็บเพจ (web page) โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เช่นการเปิดเว็บเพจ เป็นเวลา 30 วัน และไม่มีข้อผูกพันใดๆ ถ้าไม่ใช้บริการต่อไป

ความเสียหายที่ อาจเกิดขึ้นได้: เมื่อมีการตกลงใช้บริการดังกล่าวแล้ว ผู้ใช้บริการจะถูกเรียกเก็บเงินค่าใช้บริการโทรศัพท์ หรือค่าใช้ บริการในการมี เว็บเพจ (ค่าธรรมเนียมการใช้พื้นที่) เป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ตนไม่เคยใช้บริการ หรือไม่ได้สมัคร แต่อย่างใด ผู้ใช้บริการยังไม่ สามารถแจ้งให้ผู้ให้บริการยกเลิกได้ทันทีอีกด้วย

วิธีการป้องกัน: ผู้บริโภคควรตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ให้บริการ และเลือกใช้บริการที่มีความน่าเชื่อถือเท่านั้น (กรณีนี้มักพบใน ประเทศที่มีผู้ให้บริการโทรศัพท์จำนวนมากเช่นในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น)

6. การหลอกลวงโดยใช้การตลาดหรือการขายแบบตรง (Multilevel Marketing Plans/ Pyramids)

ลักษณะการหลอกลวง: การหลอกลวงในลักษณะนี้คล้ายคลึงกับการนำสื่อโฆษณาในการทำตลาดหรือการขายตรง โดยมีการ ชักชวนให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วมเป็นสมาชิกในเครือข่ายธุรกิจ โดยการกล่าวอ้างว่าผู้ขายจะได้รับสิทธิในการ จำหน่ายสินค้าหลายชนิด และได้รับผลประโยชน์จากการขายสินค้าหรือชักชวนบุคคลอื่นเข้ามาเป็นตัวแทน ขายตรงเป็นทอดๆ ทำให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์จริงมีจำนวนน้อยราย

ความเสียหายที่ อาจเกิดขึ้นได้: ผู้บริโภคที่เข้าร่วมเครือข่ายจะต้องชำระค่าสมาชิกจำนวนหนึ่ง แต่จะไม่มีรายได้ประจำแต่อย่างใด รายได้ของผู้บริโภคจึงไม่แน่นอนและมักจะไม่ได้รับผลประโยชน์ตามที่ผู้หลอก ลวงกล่าวอ้าง เพราะไม่ สามารถขายสินค้าได้ตามเป้าหมาย

วิธีการป้องกัน: ผู้บริโภคควรระมัดระวังในการสมัครเป็นสมาชิกหรือตัวแทนจำหน่ายสินค้า ที่ต้องหาสมาชิกรายอื่น เพิ่มขึ้นหรือต้อง จำหน่ายสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูงให้ได้ตามยอดจำหน่ายที่กำหนด เพราะอาจถูก หลอกลวงได้

7. การหลอกลวงโดยเสนอให้เงินจากประเทศไนจีเรีย (Nigerian Money Offers)

ลักษณะการหลอกลวง: ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะได้รับข้อความจากจดหมายหรืออีเมล์ (e-mail) จากบุคคลที่กล่าวอ้างว่ามีความ สำคัญในประเทศไนจีเรีย เพื่อขอช่วยเหลือในการโอนเงินจำนวนมากไปยังต่างประเทศ โดยผู้บริโภคจะ ได้รับเงินส่วนแบ่ง จำนวนนับล้านเหรียญ ดอลลาร์สหรัฐฯ ข้อความในจดหมายหรืออีเมล์มีเนื้อหาทำนองว่า ประชาชนในประเทศไนจีเรียไม่สามารถเปิด บัญชีเงินฝากในต่างประเทศ หรือโอนเงินออกนอกประเทศที่มีมูลค่าราว 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ หรือรัฐบาลไนจีเรียต้องการทำธุรกิจกับชาวต่างชาติ จึงต้องการความช่วยเหลือจากชาวต่างชาติในการ เปิดบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวันที่เบิกด้วยเช็ค ซึ่งท่านจะได้รับค่า ตอบแทนหรือค่านายหน้า ผู้บริโภคเพียงแต่แจ้งรายละเอียดของบัญชีเงินฝากของตน และกรอกเอกสารพร้อมทั้งลงลายมือชื่อ ของเจ้าของบัญชีเท่านั้น

ความเสียหายที่ อาจเกิดขึ้นได้: เมื่อมีการแจ้งข้อมูลบัญชีเงินฝากแล้ว ผู้บริโภคจะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการ ดำเนินการตลอดเวลา โดยให้ผู้บริโภคโอนเงินเข้าบัญชีที่แจ้งไว้ ผู้ที่หลอกลวงจึงสามารถเบิกเงินจาก บัญชีดังกล่าวได้ โดยอ้างเอกสารมอบอำนาจของเจ้า ของบัญชี แต่การโอนเงินลักษณะนี้อาจทำไม่ได้ ในประเทศไทย เว้นแต่จะเป็นการโอนเงินระหว่างบัญชีของธนาคารเดียวกัน ทางอินเทอร์เน็ต

วิธี การป้องกัน: ผู้บริโภคไม่ควรหลงเชื่อบุคคลอื่นที่อ้างตัวและเสนอจะให้ผลประโยชน์จำนวน มหาศาลโดยไม่มี ความเสี่ยงเช่นนี้ และ ไม่ควรเปิดเผยข้อมูลบัญชีธนาคารของตนแก่ผู้อื่นด้วย

8. การหลอกลวงให้ประกอบธุรกิจที่บ้าน (Work-at-Home)

ลักษณะการหลอกลวง: บริษัทที่หลอกลวงจะเชิญชวนให้ผู้ต้องการประกอบธุรกิจทางอินเทอร์เน็ตหรือ ธุรกิจด้าน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ สมัครเป็นสมาชิกเพื่อทำธุรกิจ โดยผู้บริโภคมีเพียงเครื่องคอมพิวเตอร์และ สามารถ ใช้อินเทอร์เน็ตจากที่บ้านได้ และมักอ้าง ว่าธุรกิจประเภทนี้เป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผู้บริโภคจะไม่ได้รับคำแนะนำในการทำธุรกิจ ไม่มีข้อมูลธุรกิจ ที่ชัดเจนหรือไม่ทราบว่าตน อาจไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ เลยผู้ถูกหลอกลวงจะถูกเรียกเก็บเงินค่าสมาชิกหรือซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อเริ่มทำธุรกิจ

ความเสียหายที่ อาจเกิดขึ้นได้: ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนตามที่มีการกล่าวอ้าง และอาจต้องสูญเสียเงินจากการ ลงทุนอีกด้วย

วิธีการป้องกัน: ผู้ที่ต้องการลงทุนหรือต้องการเป็นเจ้าของกิจการ ควรศึกษาหรือสอบถามรายละเอียดของ ประเภทธุรกิจที่จะลงทุนการจ่าย เงินค่าตอบแทนที่ผู้บริโภคจะได้รับ ที่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน รวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จะต้องจ่ายในการเริ่มต้นทำธุรกิจ และผู้บริโภคควรระวังไม่หลงเชื่อ คำเชิญชวนของผู้ที่อ้างว่าเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้จำนวนมากภายในระยะเวลา สั้นๆ

9. การหลอกลวงให้จดทะเบียนโดเมนเนม (domain name registration scams)

ลักษณะการหลอกลวง: ผู้ที่ต้องการทำธุรกิจทางอินเทอร์เน็ตที่ต้องการมีเว็บไซต์และโดเมนเนมของตน เอง จะได้รับ การเสนอแนะว่าท่านสามารถได้รับสิทธิในการจดทะเบียนโดเมนเนมในระดับบนที่ เรียกว่า “Generic Top-Level Domain’ หรือ gTLD ได้แก่ .com, .org, .net, .int, .edu, .gov, .mil, .aero, .biz, .coop, .info, .museum, .name, and .pro เป็นต้น ก่อนบุคคลอื่น และถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจองโดเมนเนมที่ต้องการ ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีการให้บริการ ในลักษณะดังกล่าว

ความ เสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้: ผู้ที่หลงเชื่ออาจได้รับความเสียหายเพราะได้ชำระเงินให้แก่ผู้ที่หลอกลวง โดยไม่ได้รับสิทธิหรือ ประโยชน์ตามที่กล่าวอ้าง

วิธีการป้องกัน:
1. หลีกเลี่ยงการใช้บริการการขอจดทะเบียนโดเมนเนมล่วงหน้า ที่ให้การรับรองว่าจะได้รับสิทธิ ในการเลือกโดเมนเนมประเภทนี้ (gTLD) ก่อนบุคคลอื่น และไม่ควรหลงเชื่อคำโฆษณา
2. ควรติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการยื่นขอจดทะเบียนจากผู้รับจดทะเบียนที่ได้รับ สิทธิภายใน ประเทศหรือเว็บไซต์ของ ICANN (Internet Corporation for Assigned Names and Numbers) (www.icann.org)
3. 3. ควรใช้บริการจดทะเบียนโดเมนเนมกับหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต, บริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือใช้บริการของ “ศูนย์สารสนเทศเครือข่ายแห่งประเทศไทย” (Thailand Network Information Center – THNIC) (www.thnic.net)

10. การหลอกลวงโฆษณาหรือขายยามหัศจรรย์ (miracle products)

ลักษณะการหลอกลวง: การโฆษณาหรือขายยาทางอินเทอร์เน็ตที่อ้างสรรพคุณว่าสามารถรักษาโรคหรืออาการ เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง, โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (HIV/AIDS), โรคความดัน โลหิตสูง ฯลฯ หรือสามารถบรรเทาความเจ็บป่วยได้ภายในระยะเวลาอันสั้น และมักอ้างว่ายาเหล่านี้ ได้รับการรับรองหรือการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว

ความเสียหายที่ อาจเกิดขึ้นได้: ผู้ป่วยที่ซื้อยาดังกล่าวโดยเชื่อว่าสามารถรักษาความเจ็บป่วยได้ อาจต้องสูญเสียเงินหรือ โอกาสในการได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง นอกจากนั้น ยังอาจได้รับอันตรายจากการใช้ยาเหล่านั้นด้วย

วิธีการป้องกัน: การใช้ยารักษาโรคควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น

ขอบคุณที่มา: ecommerce.or.th

3G คืออะไร

      
      


     3G เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อเนื่องจากยุคที่ 2 และ 2.5 ซึ่งเป็นยุคที่มีการให้บริการระบบเสียง และ การส่งข้อมูลในขั้นต้น ทั้งยังมีข้อจำกัดอยู่มาก การพัฒนาของ 3G ทำให้เกิดการใช้บริการมัลติมีเดีย และ ส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สายด้วยอัตราความเร็วที่สูงขึ้น
      ลักษณะการทำงานของ 3G เมื่อเปรียบเทียบเทคโนโลยี 2G กับ 3G แล้ว 3G มีช่องสัญญาณความถี่ และ ความจุในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่า ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลแอพพลิเคชั่น รวมทั้งบริการระบบเสียงดีขึ้น พร้อมทั้งสามารถใช้ บริการมัลติมีเดียได้เต็มที่ และ สมบูรณ์แบบขึ้น
      เช่น บริการส่งแฟกซ์, โทรศัพท์ต่างประเทศ ,รับ-ส่งข้อความที่มีขนาดใหญ่ ,ประชุมทางไกลผ่านหน้าจออุปกรณ์สื่อสาร, ดาวน์โหลดเพลง, ชมภาพยนตร์แบบสั้นๆ เทคโนโลยี
      3G น่าสนใจอย่างไร
      จากการที่ 3G สามารถรับส่งข้อมูลในความเร็วสูง ทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้ อย่างรวดเร็ว และ มีรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น ประกอบกับอุปกรณ์สื่อสารไร้สายในระบบ 3G สามารถให้บริการระบบเสียง และ แอพพลิเคชั่นรูปแบบใหม่
      เช่น จอแสดงภาพสี, เครื่องเล่น mp3, เครื่องเล่นวีดีโอ การดาวน์โหลดเกม, แสดงกราฟฟิก และ การแสดงแผนที่ตั้งต่างๆ ทำให้การสื่อสารเป็นแบบอินเตอร์แอคทีฟ ที่สร้างความสนุกสนาน และ สมจริงมากขึ้น
      3G ช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายและคล่องตัวขึ้น โดย โทรศัพท์เคลื่อนที่เปรียบเสมือน คอมพิวเตอร์แบบพกพา, วิทยุส่วนตัว และแม้แต่กล้องถ่ายรูป ผู้ใช้สามารถเช็คข้อมูลใน account ส่วนตัว เพื่อใช้บริการต่างๆ ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เช่น self-care (ตรวจสอบค่าใช้บริการ), แก้ไขข้อมูลส่วนตัว และ ใช้บริการข้อมูลต่างๆ เช่น ข่าวเกาะติดสถานการณ์, ข่าวบันเทิง, ข้อมูลด้านการเงิน, ข้อมูลการท่องเที่ยว และ ตารางนัดหมายส่วนตัว “Always On”
      คุณสมบัติหลักของ 3G คือ
      มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของ 3G ตลอดเวลาที่เราเปิดเครื่องโทรศัพท์ (always on) นั่นคือไม่จำเป็นต้องต่อโทรศัพท์เข้าเครือข่าย และ log-in ทุกครั้งเพื่อใช้บริการรับส่งข้อมูล
     ซึ่งการเสียค่าบริการแบบนี้ จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเรียกใช้ข้อมูลผ่านเครือข่ายเท่านั้น โดยจะต่างจากระบบทั่วไป ที่จะเสียค่าบริการตั้งแต่เราล็อกอินเข้าในระบบเครือข่าย อุปกรณ์สื่อสารไร้สายระบบ 3G สำหรับ 3G อุปกรณ์สื่อสารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่โทรศัพท์เท่านั้น แต่ยังปรากฏในรูปแบบของอุปกรณ์ สื่อสารอื่น เช่น Palmtop, Personal Digital Assistant (PDA), Laptop และ PC

ที่มาจาก : http://www.azooga.com/content_detail.php?cno=425

อุปกรณ์สำหรับเล่น Twitter โดยเฉพาะ

อุปกรณ์สำหรับเล่น Twitter โดยเฉพาะ






          

           ทีม งานของ Twitter นั้นมีไอเดียที่จะสร้างอุปกรณ์สื่อสารสำหรับ Twitter โดยเฉพาะ ล่าสุดได้ร่วมกับบริษัทฮาร์ดแวร์พกพา Peek Inc. ประดิษฐ์เครื่องสำหรับ Twitter ขึ้นมา

          เจ้าเครื่องนี้มี ชื่อว่า TwitterPeek มีความสามารถเทียบเท่าโปรแกรม Twitter แบบเดสก์ท็อปทุกประการ มาพร้อมกับคีย์บอร์ด QWERTY และมีรุ่นสีฟ้าใสซึ่งเป็นสีของ Twitter ดูภาพได้ด้านใน

          เครื่องเปล่าราคา 99 ดอลลาร์ พร้อมค่ารายเดือนสำหรับใช้ Twitter อีก 7.95 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือจะจ่ายเหมา 199 ดอลลาร์เป็นค่าเครื่องและค่าบริการแบบตลอดชีพก็ได้ ถ้าใครสนใจสามารถสั่งได้จาก Amazon

          โครงการนี้เริ่ม ต้นตั้งแต่เดือน มิถุนายนปีนี้ บริษัท Peek นั้นมีอุปกรณ์คล้ายๆ กันชื่อ Peek Pronto สำหรับอ่านเมลอยู่แล้ว การแปลงมาเป็นอุปกรณ์สำหรับ Twitter จึงไม่ยากอะไรนัก


ข้อมูลจาก : blognone.com

รวมพลังพิฆาต 4 ภัยร้ายในโลกไซเบอร์



       






        สังคม ปัจจุบันนี้มีภัยต่างๆที่แฝงตัวอยู่ทุกส่วนของสังคมไม่ว่าจะเป็นภัยการถูก แอบถ่ายรูป หรือภัยจากการลักลอบโอนเงินจากธนาคาร เป็นต้น และนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในโลก “ไซเบอร์” อย่างอินเทอร์เน็ต ที่เข้ามาพร้อมกับความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี จนอยากที่จะหาทางแก้ไขได้ และที่สำคัญภัยในโลกไซเบอร์นั้นมีความน่ากลัวมากกว่าโจรผู้ร้ายหรืออาชญากร อีกเป็นเท่าตัว เพราะมันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ไม่เว้นแม้แต่ในห้องนอนของเราเอง
    
       ภัยในโลก “ไซเบอร์” ทุกวันนี้ได้ผุดขึ้นมาคุกคามประชาชนอย่างมากมาย โดยเฉพาะกับเยาวชนที่มักจะเป็นเป้าหมายของการถูกทำร้ายในโลกไซเบอร์ เพราะเยาวชนทุกวันนี้มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับหน้าจอคอมพิวเทอร์เพียง ลำพัง โดยปราศจากการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้ปกครอง
    
       ดังนั้น การก่อกำเนิดของ “อาสาสมัครแจ้งเตือนภัยออนไลน์” จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่ เกิดขึ้น
    
       ก่อนจะลงไปถึงรายละเอียดของโครงการคงต้องไปค้นหากันว่า ปัจจุบัน ภัยร้ายในโลกไซเบอร์นั้น มีอะไรกันบ้าง และแต่ละภัยมีความพิเศษที่ตรงไหน
    
       พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน แห่งสำนักคดีเทคโนโลยี และสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ให้ข้อมูลว่า ภัยในโลกไซเบอร์ที่สำคัญมี 4 เรื่องด้วยกันคือ
    
       1.พิชชิ่ง(Pifishing) คือการเลียนแบบทำเหมือนต้นฉบับทุกประการ ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ส่วนใหญ่อาชญากรจะใช้ในการทำธุรกรรมทางด้านการเงิน อย่างเช่น การฝากเงิน การถอน หรือการโอนเงิน ด้วยการตั้งเว็บไซต์ขึ้นมาเหมือนกับธนาคารทุกประการและหลังจากนั้นจะมีการ หลอกผู้ที่เข้าไปใช้บริการเพื่อเอารหัสบัญชีแล้วนำไปทำธุรกรรมอย่างอื่น
    
       2.ภัยจากบัตรเครดิต ซึ่งเป็นภัยของพวกนักชอปหรือผู้ที่ไม่ต้องการพกเงินสดติดตัวเป็นจำนวนมากก็ จะใช้บัตรเครดิตในการชำระค่าสินค้าต่างๆ แต่ใครจะรู้ว่าถึงเวลาชำระค่าบัตรกลับมีตัวเลขที่ต้องชำระเพิ่มขึ้นอย่างมาก โขทั้งๆที่ไม่ได้ใช้ ซึ่งวิธีการที่พวกมิจฉาชีพมักจะหาประโยชน์จากบัตรเครดิตคือ ทุกครั้งที่มีการรูดบัตรตัวเครื่องก็จะทำการอ่านบัตรและเชื่อมต่อไปยัง ธนาคารเจ้าของบัตร แต่ระหว่างที่มีการติดต่อกันระหว่างเครื่องรูดบัตรกับธนาคาร พวกมิจฉาชีพก็ได้นำเครื่องเล่น MP3 ไปไว้เพื่อดักฟังข้อมูล
    
       3.ภัยจากเว็บแคม ถือได้ว่าเป็นภัยที่นับวันจะมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะกับเด็กวัยรุ่น เพราะมิจฉาชีพจะติดกล้องไว้ที่ตัวคอมพิวเทอร์เพื่อดูพฤติกรรมของอีกฝ่าย หนึ่ง และเว็บแคมทุกวันนี้มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นถึงขั้นลามกอนาจารก็ว่าได้
    
       4.ภัยทางอินเทอร์เน็ต เพราะมีการเผยแพร่ สิ่งพิมพ์ รูปภาพ หรือโฆษณาวัตถุลามก อนาจาร ผิดกฎหมาย หมิ่นประมาท ยุยงก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม
    
       “ภัยบนโลกอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้มีหลายรูปแบบที่เพิ่มมากขึ้น ในอดีตเราวางของไว้ในบ้านของเราของก็คงจะไม่หาย แต่ปัจจุบันนี้เราไม่สามารถนำของวางไว้ไกลตัวได้เลย เพราะภัยในโลกไซเบอร์มันสามารถเข้าถึงตัวเราได้อยู่ตลอดเวลาและเกิดได้ทุก ที่ด้วย ถ้าเราไม่ป้องกันมัน”
    
       “แต่สิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำและอยาก จะขอความร่วมมือมากที่สุดคือโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนด้านไอที ควรจะสอนวิธีป้องกันภัยทางคอมพิวเทอร์ด้วย ไม่ใช่สอนเพียงแค่วิธีใช้งานเพียงอย่างเดียว เพราะไม่เช่นนั้นแล้วโศกนาฏกรรมทางคอมพิวเทอร์ในโลกไซเบอร์ก็คงจะทวีความ รุนแรงเพิ่มขึ้นอีก” พ.ต.อ.ญาณพลแจกแจง
    
       ด้านดร.ธงชัย โรจน์กังสดาล ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการรักษาความปลอดภัยระบบคอมพิวเทอร์และเครือข่าย ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเทอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานที่ปรึกษากระทรงไอซีที อธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันนี้ภัยไซเบอร์เข้าถึงห้องนอนของเด็กๆ แล้วหากผู้ใหญ่ยังตามไม่ทัน ไม่ให้ความสำคัญกับการต่ออินเทอร์เน็ตที่บ้านก็เท่ากับเป็นการเปิดประตู เชื้อเชิญคนร้ายให้เข้ามาในบ้าน
    
       “สมัยก่อนเราห่วงเด็กๆ จะแชตกับคนแปลกหน้า แต่ขณะนี้ในห้องแชตติดกล้องเว็บแคมที่มีคนอยู่หลายร้อยจนหลายพันคน ซึ่งแต่ละคนก็จะถ่ายทอดภาพของตัวเองออกมา และสมัยนี้มีเว็บบล็อก เป็นพื้นที่ว่างบนอินเทอร์เน็ต ที่เปิดให้ใส่ทั้งรูปภาพ เขียนข้อความไว้เป็นไดอารี่ ใครก็เข้ามาอ่านได้ คนร้ายมักจะใช้ข้อมูลตรงนี้ไปดักพบล่อลวงเด็กได้เลย ความเจริญของเทคโนโลยีหากใช้อย่างไม่ระวัง ก็เกิดโทษได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม ต้องตามมันให้ทัน”ดร.ธงชัยแจกแจง
    
       ส่วนมณีรัตน์ ผลิพัฒน์ รองปลัดกระทวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เสริมว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่มีความรู้ในระดับการใช้งาน แต่ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องของพิษภัยและการระวังรักษาความปลอดภัย ดังนั้นโปรแกรมอันตรายหรือมิจฉาชีพก็จะพุ่งเป้าการโจมตีที่ตัวบุคคลหรือผู้ ใช้ทั่วไป โดยเฉพาะมือใหม่ ดังนั้น คนจึงคือจุดอ่อนที่เปราะบางที่สุดของระบบ ที่สามารถทำให้ระบบซึ่งคิดว่าปลอดภัยดีอยู่แล้วเปลี่ยนเข้าสู่ภาวะเสี่ยงภัย ได้ทันที
    
       “ภัยอินเทอร์เน็ตเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติที่ต้องได้รับการป้องกัน แก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย รวมถึงอาสาสมัครภาคประชาชนที่พอจะมีความรู้ความสามารถความตั้งใจจะเข้ามา ช่วยเหลืองานเพื่อสังคม”
    
       ทีนี้ ก็มาถึงบรรดาอาสาสมัครแจ้งเตือนภัยออนไลน์ที่มีตัวแทนของ อาจารย์ นักเรียนและผู้ปกครอง เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก และจากการสอบถามถึงเหตุผลที่เข้ามาทำงานเป็นอาสาสมัครในครั้งนี้ว่ามีความ รู้สึกอย่างไร
    
       กนกอร สมโภชน์ นักเรียนจากโรงเรียนพิชยะศึกษา เล่าถึงความรู้สึกที่เข้ามาเป็นอาสาสมัครแจ้งเตือนภัยออนไลน์ว่า คิดว่าจะต้องนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมกลับไปบอกกับเพื่อน และน้องๆในโรงเรียนว่าเราควรจะมีสติในการกลั่นกรองการเข้าใช้บริการทางอิน เทอร์เน็ตให้มากกว่าเดิม เพราะบางครั้งทางเว็บไซต์ก็มีแต่เรื่องที่ไม่ดีถ้าไม่ใช้สติในการเข้าใช้งาน ก็อาจจะแย่ได้


      วิชชุอร ไชยลังกา นักเรียนจากโรงเรียนเสนานิคม เล่าว่า ครั้งแรกที่อาจารย์ติดต่อให้มาเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครแจ้งเตือนภัยออนไลน์ก็ รู้สึกประทับใจ อย่างน้อยเราก็จะเอาความรู้ที่ได้รับจากงานวันนี้ไปบอกกับคนในโรงเรียนต่อไป เพราะเดี๋ยวนี้ข้อความที่มีบนเว็บไซต์บางครั้งก็จะเป็นข้อความที่ไม่สมควร และมีการใช้ที่ผิดรูปแบบทำให้จิตสำนึกการใช้ภาษาไทยของเด็กๆก็เปลี่ยนไปด้วย
    
       

    
       วิธีการป้องกันตัว 7 ประการสำหรับเยาวชน
    
       1.ไม่บอกข้อมูลส่วนตัว เช่นชื่อนามสกุล ที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ รูปภาพ ชื่อโรงเรียน ที่ทำงาน หรือเบอร์ที่ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง
    
       2.ต้องแจ้งให้ผู้ปกครองทราบทันทีหากพบข้อมูลหรือรูปภาพใดๆ บนอินเทอร์เน็ตที่หยาบคายหรือไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
    
       3.จะไม่ไปพบบุคคลใดก็ตามที่รู้จักทางอินเทอร์เน็ต โดยไม่ขออนุญาต จากผู้ปกครองก่อน ถ้าไปพบต้องพบกันในที่สาธารณที่มีคนเดินผ่านไปมา โดยมีผู้ปกครองไปด้วย
    
       4.ต้องไม่ส่งรูป หรือสิ่งของใดๆ ให้แก่ผู้อื่น ที่รู้จักทางอินเทอร์เน็ต โดยมิได้ขออนุญาตจากผู้ปกครองก่อน
    
       5.จะไม่ตอบคำถามหรือต่อความกับผู้ที่สื่อข้อความหยาบคาย
    
       6.ต้องเคารพข้อตกลงอื่นที่ให้ไว้กับผู้ปกครองอย่างเคร่งครัด
    
       และ7.จะต้องไม่พยายามหลบเลี่ยงกฎเกณฑ์ทั้งหมดข้างต้น ไม่ว่าในกรณีใด
       


บทความจาก : ผู้จัดการออนไลน์

อินเทอร์เน็ตกับโอกาส ทางการศึกษา







          แม้ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่าน มา จะมีความพยายามให้เกิดความเท่าเทียมทางการศึกษาระหว่างโรงเรียนเล็กกับ โรงเรียนใหญ่ หรือโรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนต่างจังหวัด แต่ก็คล้ายกับว่าผลที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถลดช่องว่างที่เกิดขึ้นจริงใน สังคม และไม่อาจมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนใดใด ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการประกาศปฏิรูปการศึกษาก็ตาม

          ความ พร้อมของโรงเรียนใหญ่และโรงเรียนในเมืองมีมาอย่างไรก็ยังคงเป็นไปอย่างนั้น และมีแต่จะได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้น ในขณะที่โรงเรียนเล็กๆ ในแถบต่างจังหวัดก็ยังคงขาดแคลนทุกอย่างอยู่เช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การเรียน หนังสือตำรา ทุนการศึกษา หรือแม้แต่จำนวนบุคลากรครูที่มีอยู่น้อยกว่าน้อย จนไม่สามารถเปิดสาขาวิชาได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียน จนบางครั้งต้องกลายเป็นการปิดกั้นโอกาสของเยาวชนในการศึกษาต่อด้วยความจำ เป็น
  
          อิน เทอร์เน็ตเป็นอีกหนึ่งความหวังในการเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ให้กับเยาวชนผู้ อยู่ห่างไกล แต่ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย และงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด ก็ใช่ว่าทุกโรงเรียนจะสามารถมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับอนาคตของชาติได้เสมอ ไป แม้แต่จังหวัดที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองหลวงของไทยอย่าง จ.อ่างทองก็ตาม
  
          นางปาริดา กุลรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาอ่างทอง ในฐานะผู้ดูแลโรงเรียนทั้งในระดับปะถมศึกษาและมัธยมศึกษาจำนวน 177 แห่ง ใน จ. อ่างทอง ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันโรงเรียนในอ่างทองส่วนใหญ่ก็เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเกือบทั้งหมดแล้ว จะขาดอยู่กับในกลุ่มโรงเรียนประถมขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาในเรื่องจำนวนคอมพิวเตอร์และคุณภาพของอินเทอร์เน็ตอยู่
  
          รัฐบาล เองก็มีงบประมาณไม่เพียงพอ ดังนั้น หลายโรงเรียนจึงต้องขึ้นอยู่กับศักยภาพของผู้บริหารที่จะดึงเงินมาใช้เพื่อ อุปกรณ์เหล่านี้ เพราะตอนนี้ส่วนใหญ่ยังต้องใช้คอมพิวเตอร์ในอัตรา 2-3 คนต่อเครื่อง หรือบางแห่ง 8 คน ต่อ เครื่อง ยังดีที่จัดชั่วโมงเรียนเวียนกันไป และมีการช่วยเหลือจากภาคเอกชนเข้ามาบ้าง ส่วนเรื่องอินเทอร์เน็ตนั้น บางโรงเรียนสายโทรศัพท์ก็ยังเข้าไปไม่ถึง แก้ปัญหาด้วยการใช้สัญญาณดาวเทียมบ้าง แต่คุณภาพก็ยังไม่ดี ล่มบ่อย ศึกษานิเทศต้องเข้าไปช่วยแก้ไข จึงอยากได้อินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพมากกว่านี้ รวมถึงคอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพ เนื่องจากโดยมากแล้วคอมพิวเตอร์ที่แต่ละโรงเรียนใช้อยู่มักเป็นเครื่องที่ รับบริจาคมาจากภาคเอกชน หรือมหาวิทยาลัยผู้อำนวย การเขตพื้นที่การศึกษาอ่างทอง กล่าวถึงภาพรวมความพร้อมด้านไอทีของโรงเรียนต่างๆ

          ด้าน  นายบันลือ พลมาลา ผู้อำนวยการโรงเรียนไผ่วงวิทยา อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เจาะลึกเกี่ยวกับความพยายามในการจัดสรรอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต เพื่อโอกาสที่ดีของเด็กๆ ในชุมชนตำบลไผ่วงว่า ก่อนหน้าปี 2549 โรงเรียนมีคอมพิวเตอร์ไม่ถึง 9 เครื่อง ในขณะที่มีนักเรียนถึง 100 กว่าคน และครูอีก 12 คน ตนจึงปรึกษากับคณะครูและชาวบ้านว่าจะขอตัดต้นสนที่ขึ้นอยู่ในเขตโรงเรียนไป ขาย เพื่อนำเงินมาซื้อคอมพิวเตอร์เพิ่มเป็น 9 เครื่อง เนื่องจากไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะหาซื้อได้ ส่วนอินเทอร์เน็ตก็ต้องพยายามแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาเชื่อมต่อเอง ไม่เช่นนั้นเด็กก็ไม่ได้เรียน โดยตอนนี้ใช้สัญญาณดาวเทียมไอพีสตาร์ ความเร็วประมาณ 512 kbps เหมาจ่ายเดือนละประมาณ 1,600 บาท 

          ผล สำเร็จในความพยายามของผู้บริหาร ครูอาจารย์ในโรงเรียนไผ่วงวิทยา สะท้อนออกมาในภาพความมุ่งมั่นในการต่อยอดทางการศึกษาที่ ผอ. โรงเรียนไผ่วงวิทยา เล่าให้ฟังด้วยความภูมิใจว่า ปีที่แล้วมีเด็ก ม. 6 จำนวน 2 คนมุ่งมั่นจะศึกษาต่อด้านคอมพิวเตอร์ที่วิทยาลัยเทคโนโลยี จ.สุพรรณบุรี ลองถามว่าทำไมถึงเลือกเรียนสายนี้ ทั้งคู่ก็บอกว่าชอบและสนใจคอมพิวเตอร์ 

          ส่วน สถานการณ์ในปีนี้นั้น ผอ.บันลือ บอกว่า ได้รับเครื่องคอมพิวเตอร์เพิ่มอีก 17 ชุด จากบริษัท อัลคาเทล-ลูเซ่น (ประเทศ ไทย) จำกัด รวมเป็น 26 ชุด ทำให้มีเครื่องเพียงพอสำหรับนักเรียนในอัตรา 1 คน ต่อ 1 เครื่อง ยกเว้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีจำนวนกว่า 30 คน อาจยังต้องใช้ 2 คนต่อเครื่องบ้าง ความเร็วก็อยู่ในระดับที่ใช้ได้ในเวลาที่มีผู้ใช้น้อยราย

          แนวโน้มที่พัฒนา ขึ้นของการใช้ไอทีมาช่วยในการศึกษาหาความรู้คงไม่มีใครให้คำตอบดีไปกว่าตัว ผู้เรียนเอง น..กรรณิกา งามลมัย น..ปวันรัตน์ กลิ่นหอม และ น..วันเพ็ญ กาลกิจ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หัว กะทิของ โรงเรียนไผ่วงวิทยา บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า การที่โรงเรียนมีอินเทอร์เน็ตช่วยให้มีช่องทางการศึกษาหาข้อมูลมากขึ้น เช่น หาข้อมูลประกอบรายงานเรื่องการจัดสวน การทำสวนถาด สวนแก้ว จากเว็บไซต์ นอกเหนือจากการหาข้อมูลจากห้องสมุดแต่เพียงอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา เพราะร้านอินเทอร์เน็ตก็อยู่ในตัวเมืองต้องเดินทางไปไกลมาก นอกจากนี้ ยังได้เรียนการสร้างเว็บเพจด้วยโปรแกรม Dreamweaver ที่ สำคัญหลังจากมีคอมพิวเตอร์เพิ่มเป็น 26 เครื่องแล้ว ก็ใช้ได้เพียงพอมากขึ้น ต่างจากเดิมที่ต้องใช้กันเครื่องละเกือบ 10 คน 

          ย้อน กลับมาฟังความเห็นของเอกชนผู้เห็นความสำคัญของการใช้ไอทีเพื่อการศึกษา อย่างบริษัท อัลคาเทล-ลูเซ่น (ประเทศ ไทย) จำกัด นายแวงซองท์ ดูด้า กรรมการผู้จัดการ ในฐานะผู้ผลักดันโครงการ Broadband for all ในประเทศไทย และมอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จำนวน 17 ชุด ให้กับโรงเรียนไผ่วงวิทยา ในโครงการ สอน น้องให้ซึ้งถึงพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านโลกบรอดแบนด์ความเร็ซสูง เนื่องในวโรกาส 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกล่าว ว่า ตนเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของเด็กๆ ได้ในทุกพื้นที่ และสร้างความเท่าเทียมในการเรียนรู้ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่ยังมีความเหลื่อมล้ำกับกรุงเทพมหานคร
  
          แม้ว่าอินเทอร์ เน็ตจะมีบทบาทสำคัญในการศึกษาท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ แต่กรรมการผู้จัดการ อัลคาเทล-ลู เซ่น ยังมองว่า เครือข่ายบรอดแบนด์ในประเทศไทยยังค่อนข้างแคบ และไม่ได้กระจายไปทั่วประเทศ และปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องของราคาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ยังค่อนข้างสูง เพราะเชื่อว่าถ้าหากมีความพร้อมในด้านคอมพิวเตอร์มากขึ้น การใช้งานอินเทอร์เน็ตก็จะเพิ่มขึ้นตามมา และเชื่อว่าเป็นไปได้ที่จะเห็นค่าบริการอินเทอร์เน็ตมีราคาถูกลงอีก 

          ทาง เลือกของเด็กในเมืองกรุง หากไม่พอใจบรรยากาศในห้องเรียนหรือไม่ได้รับความรู้ตามที่คาดหวัง ก็ยังมีสถาบันกวดวิชารองรับเหลือเฟือ ไม่นับอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ทั้งโรงเรียนและพ่อแม่พร้อมจะป้อนให้ ต่างจากนักเรียนในต่างจังหวัดที่แม้แต่อาจารย์ประจำวิชาก็ยังขาดแคลน เพราะนอกจากหลักสูตรที่สวยหรูแล้ว ความคาดหวังถึงงบประมาณที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ยังเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐยังมุ่งหวังที่จะสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมกัน ณ จุดนี้ อินเทอร์เน็ตได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าน่าจะถือเป็น ตัวเลือกที่ถูกที่สุด และสร้างศักยภาพในการเรียนรู้ได้อย่างมหาศาลหากใช้ให้ถูกทาง เหลือแต่เพียงว่า ผู้ใหญ่ทุก ฝ่ายจะมองเห็นและให้การสนับสนุนมากน้อยเพียงใด

ปาจารีย์ พวงศรี
Itdigest@thairath.co.th


บทความจาก : ไทยรัฐ

ปรากฏการณ์ Blog ใครไม่มีเชย







         กระแส Blog เบ่งบานไม่หยุด สร้างปรากฏการณ์แห่งโลกออนไลน์ กลายเป็น “วัฒนธรรมสื่อ” รูปแบบใหม่ ที่มาแรงที่สุดในการเข้าถึงกลุ่มคนทุกรูปแบบ ทำให้องค์กรต่าง ๆ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ มีเดียเอเยนซี่ รวมถึงแบรนด์ชั้นนำ ต่างหันมาให้ความสนใจหยิบ “Blog” มาพัฒนาเป็นเครื่องมือทางการตลาดกันอย่างคึกคัก วันนี้ของ Blog จึงกลายเป็นเทรนด์แห่งคอนเทนต์ยุคไซเบอร์ ซึ่งใครไม่รู้จัก Blog ก็มีสิทธิ์กลายเป็นคนตกยุค หนักสุดอาจจะถึงขั้นก้าวไม่ทันเกมการตลาด
     
       Blog เติบโตและเริ่มเป็นที่แพร่หลายในเมืองไทย ประมาณ 3 ปี มีต้นกำเนิดมาจากเว็บไดอารี่ การเขียนกระทู้เรื่องราวต่างๆของนักท่องเน็ต โดยเฉพาะ pantip.com เว็บบอร์ดยอดนิยมยุคนั้น เกิดกระทู้ยอดฮิตที่เรียกกันว่า “แก้วไดอารี่” บันทึกของสาวปริญญาโทคนหนึ่งที่ติดเชื้อ HIV ที่มีคนเข้าชมและแลกเปลี่ยนความคิดกันอย่างแพร่หลาย นำไปสู่การนำไปรวบรวมเป็นเล่มขายและซื้อลิขสิทธิ์ไปทำภาพยนตร์
     
       หลังปรากฏการณ์ “แก้วไดอารี่” ไม่นานนักสังคมเน็ตก็เริ่มรู้จัก พร้อมๆกับกระแสโลกที่จำกัดความคำว่า Blog เกิดขึ้น และพัฒนารูปแบบอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่จำกัดอยู่ที่เนื้อหาประสบการณ์ส่วนตัว แต่ถูกใช้ในรูปแบบทางการตลาด โปรโมตสินค้า สร้างแบรนด์ให้องค์กร และวิจัยค้นคว้าต่างๆ โดยมีภาพ เสียง วีดีโอ นำเสนอ
     
       ดูเหมือนว่า แม้ Blog จะเริ่มต้นไม่นานแต่กระแส Blog ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญขององค์กร โดยเฉพาะ2 องค์กรสื่อจากค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง ผู้จัดการและเนชั่น ที่โดดมาเล่นกับปรากฏการณ์นี้อย่างเต็มตัว เพื่อสร้างฐานผู้เข้าเว็บ ผ่านกระแส Blog ด้วยเป้าหมายที่ว่าเป็นตัวต่อเชื่อม (Convergence) สื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเครือของทั้งสองค่ายให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น เพราะ Blog นอกจากจะเป็นภาคของสื่อที่นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สาระ ความรู้ สู่มวลชน ในทางกลับกับก็เป็นแหล่งรวมความคิด ข้อมูล ข่าวสาร จากฝั่งผู้บริโภค มายังสื่อและผู้บริโภคด้วยกันเอง
     
       ขณะที่หลายบริษัทชั้นนำซึ่งเคยใช้สื่อรูปแบบเดิมเป็นเครื่องมือ ก็เริ่มมองเห็นความสำคัญของการทำตลาดผ่าน Blog หรือเลือกใช้ Blog เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ระดับโลกอย่าง วอลโว่ สบู่ลักซ์ ไนกี้ หรือแบรนด์ระดับประเทศอย่างบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด(มหาชน) (เคทีซี) จนเกิดเป็นกระแส Blog มาร์เก็ตติ้ง ที่มีรูปแบบหลากหลายและแยบยล ที่ทำให้มีเดียเอเยนซี่ต้องปรับตัวสร้างทีม สร้างงาน เพื่อตอบโจทย์ที่ท้าทายให้กับลูกค้าในการทำตลาดเข้าหาผู้บริโภคด้วยรูปแบบ ใหม่ ๆ ผ่านบล็อก
     
       กระแส Blog ได้ผลขนาดไหน กรณีของเพลงแปลงสุดฮิตอย่าง ผีกาก้า ที่ใช้ไมค์ห่วยตัวล่ะ 70 บาท ลงเสียงผ่าน Blog แต่กลายเป็นเพลงดังสุดฮิตที่ถูกโหลด ถูกเข้าชมนับเสนราย เป็นคำตอบถึงความสำเร็จในการเข้าถึงกลุ่มคนอย่างแพร่หลายในยุคของสื่อออ นไลน์
     
       ความสำคัญของ Blog ในวันนี้ จึงเป็นหนึ่งในสื่อดิจิตอลที่มีเสน่ห์และทรงอิทธิพลด้วยตัวของมันเอง และกำลังคืบคลานมาเป็นช่องทางแรกในการสื่อสารกับผู้บริโภค ในการส่งคอนเทนต์ที่แปรเปลี่ยนไปยังสื่ออื่น ๆ ได้ทุกเวลา ทุกคอนเทนต์มีความเสมอภาคในการเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมาก และพร้อมที่จะถูกกระจายหรือแม้กระทั่งต่อยอดไปได้อย่างไม่รู้จบ และไม่มีพรมแดนกีดกั้นเหมือนสื่อรูปแบบเดิมที่เคยมีมา


บทความจาก : ผู้จัดการออนไลน์

ActiveX คืออะไร





            ActiveX เป็นชื่อที่ Microsoft ตั้งให้กับกลุ่มของเทคโนโลยี object – oriented programming และเครื่องมือหลักของเทคโนโลยีนี้ คือ Component Object Model (COM) เมื่อใช้ในระบบเครือข่ายด้วยไดเรคทอรี และการสนับสนุนเพิ่มเติมทำให้ COM เปลี่ยนมาเป็น Distributed Component Object Model (DCOM) ซึ่งสำคัญในการสร้าง เมื่อเขียนโปรแกรมใช้สภาพแวดล้อมของ ActiveX คือ component ซึ่งโปรแกรมจะเพียงพอในตัวเอง ซึ่งสามารถเรียกใช้ในทุก ๆที่ ของเครือข่าย ActiveX (โดยเป็นเครือข่ายของระบบ windows และ Macintosh) โดย component รู้จักในชื่อของ ActiveX control นอกจากนี้ ActiveX เป็นคำตอบของ Microsoft ต่อ เทคโนโลยี Java จาก Sun Microsystems และ ActiveX control สามารถเปรียบเทียบโดยคร่าว ๆ ได้กับ Java applet

          ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows จะสังเกตเห็นไฟล์ใน windows ที่มีสกุล “OCX” ซึ่ง OCX ใช้สำหรับ Object linking and embedding control โดย Object linking and Embedding (OLE) เป็นเทคโนโลยีของ Microsoft ที่ใช้กับระบบเอกสารแบบ compound document เช่น window desktop นอกจากนี้ Component Object Model ได้เป็นส่วนของ OLEในฐานะเป็นส่วนที่อยู่ในแนวคิดที่กว้างกว่า Microsoft ใช้ศัพท์ ActiveX control “ แทนที่ OCX สำหรับอ๊อบเจคแบบ component

          ความได้เปรียบประการหนึ่ง ของ component คือ สามารถใช้ใหม่ได้โดยโปรแกรมประยุกต์ (ด้วยการอ้างอิง component แบบ container ) ส่วนอ๊อบเจค COM (ActiveX control) สามารถสร้างได้หลายภาษา หรือ เครื่องมือพัฒนา เช่น C++, Visual Basic หรือ Power Builder หรือคำสั่งสคริปต์ VBScript

          ปัจจุบัน ActiveX control สามารถใช้กับ Windows 95/98/NT และ Macintosh ซึ่ง Microsoft มีแผนในพัฒนา ActiveX control สำหรับ UNIX

ที่มาจาก : bcoms.net

อินเตอร์เน็ตกับการเมือง





             ปัจจุบันจะเห็นได้ว่ากระแสของข่าวสารหรือข้อมูล ข่าวสารบนอินเตอร์เน็ตค่อนข้างแพร่หลาย และเกิดการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารได้เร็ว โดยเฉพาะสังคมโลกออนไลน (Social Network) ที่เข้าไปมีอิทธิพลกับคนทุกรุ่นทุกวัย และในอนาคตเชื่อว่าจะมีแนวโน้มเข้าไปอยู่ในกระแสเลือดของคนทั่วโลกมากขึ้น ชนิดที่ว่าหายใจเข้าออกเป็นอินเตอร์เน็ตหรือมองตัวเองผ่านโลกไซเบอร์อยู่ ตลอดเวลา ด้วยอิทธิพลและบทบาทของอินเตอร์เน็ตนี้เองทำให้เกิด "สื่อพลเมือง" ซึ่งในที่นี้ก็หมายความถึง "สื่อพลเมืองเน็ต" ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์, อีเมล, ทวิตเตอร์, เฟซบุ๊ค และการติดต่อสื่อสารในยุดโลกาภิวัฒน์ ซึ่งก่อนหน้านี้คำว่าสื่อพลเมืองอาจจะไม่เป็นที่รู้จักมากนัก จะเกิดอาการส่ายหน้า เพราะแต่ก่อนคนธรรมดาทั่วไปจะเข้าถึงการสื่อสารแบบตัวต่อตัวหรือแบบเห็นหน้า กัน (face to face) แต่ปัจจุบันคนไทยกว่า 4.6 ล้านคน มีบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ค (facebook.com) ที่เป็นการสื่อสารแบบสองทาง สะดวก เป็นกันเอง และให้ความบันเทิงได้ขณะเดียวกัน
          ความเคลื่อนไหวในวงการอินเตอร์เน็ตนั้น แน่นอนว่าย่อมเกิดทั้งผลดี ผลเสีย หรือมีทั้งประโยชน์และโทษต่อสังคม ประชาชน โดยเฉพาะการเมืองที่ถูกนำมาเป็นเครื่องมือ ซึ่งได้ตอกย้ำความสำคัญของสื่อพลเมืองมากยิ่งขึ้น และจากเวทีการสัมนา "การเมืองเรื่องอินเตอร์เน็ตและภาระของตัวกลาง" ซึ่งจัดโดย เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อวันที่ 17 พฤษจิกายน 53 ก็ได้นำเสนอประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับการสื่อสารบนอินเตอร์เน็ต และหัวข้อที่น่าสนใจที่หยิบมานำเสนอก็คือ "พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กับการเมืองเรื่องอินเตอร์เน็ต"
ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองในแง่ของนักรัฐศาสตร์ ซึ่งประเด็นที่สำคัญก็คือมองอินเตอร์เน็ตในฐานะสังคมใหม่สังคมหนึ่ง ถ้าคนมีมุมมองของสังคมวิทยาเข้ามากำกับก็ควรจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย หรือควรทำความเข้าใจธรรมชาติของสังคมอินเตอร์เน็ตแค่ไหน แน่นอนคือคงไม่มีคำตอบเดียว ประเด็นนี้ก็ถือเป็นประเด็นใหญ่ในสังคม กล่าวคือ เมื่อปี 2549 หากย้อนไปดูในงานวิจัยต่าง ๆ แล้ว ความสนใจเรื่องอินเตอร์เน็ตมีมานาน ก็เหมือนสังคมหนึ่งที่เกิดขึ้นมานาน หรือเมื่อ 40-50 ปีที่ผ่านมา เมื่อเราศึกษาสังคมมันก็จะมีอะไรใหม่ ๆ มีการเปลี่ยนแปลง (Modernization) มันมีสังคมใหม่ที่แตกต่างจากสังคมเดิม หรือมองว่ามันเป็นกรอบใหม่กับกรอบเก่า คือ จะโลกออนไลน์กับออฟไลน์มันต่อเนื่องกันอย่างไร ทั้งนี้โลกออฟไลน์ก็ไม่ได้ล้าสมัย แต่เสมือนมีอีกโลกหนึ่งเกิดขึ้นมา แต่ก่อนกรอบใหม่ที่เกิดขึ้นเพราะมันมีอะไรที่ตื่นเต้นในโลกอินเตอร์เน็ต มันไม่ใช่กรอบการเมืองที่แท้จริง
            "แม้กระทั่งคำใหม่ที่เกิดขึ้น "ชิมิ" ที่หลาย คนมองว่าเป็นวิบัติคำนั้น มันก็เกิดมาจากการพัฒนาด้านอินเตอร์เน็ต และเป็นพลวัฒน์ของสังคม เพราะคนใช้ต้องการความรวดเร็วขึ้น สะดวก ก็เลยเกิดการย่อคำ เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับสังคม ซึ่งเป็นโลกที่คนโบราณใช้ไม่เป็น หากเราไม่เข้าใจพื้นฐานของสังคมวิทยาแล้ว เราก็เข้าใจการเมืองในอินเตอร์เน็ตยาก"
เมื่อก่อนการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 ต้องตั้งคำถามว่า อินเตอร์เน็ตเขามองเรื่องอะไร ส่วนใหญ่มองเป็นเรื่องวิตกว่าสังคมเป็นอย่างไร ซึ่งมันทับซ้อนกับสิ่งที่วิตกในสังคมอยู่แล้ว แต่คนรุ่นใหม่ที่ได้เครื่องมือใหม่ก้คืออินเตอร์เน็ต จากการศึกษาอินเตอร์เน็ตก็จะวนเวียนอยู่ 2 เรื่อง คือ ศึกษาในฐานะที่เป็นเครื่องมือ อีกแบบหนึ่งก็ศึกษาว่าโลกไซเบอร์เป็นอย่างไร ต่อมาเมื่อเทียบกันแล้วก็คือการเมืองในยุคนั้นเป็นอย่างไร เมื่อคนไทยเริ่มนิยมอินเตอร์เน็ต ช่วงแรกเริ่มประมาณ 1 ล้านคน เริ่มสนใจ เริ่มมีการถกเถียงกันมากขึ้น"
            ทั้งนี้การเมืองในอินเตอร์เน็ตในยุคแรกค่อนข้าง มีลักษระเป็นสากล ประเด็นใหญ่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณธรรม เรื่อเว็บโป้ ลามกอนาจารเป็นส่วนใหญ่ เครือข่ายผู้ปกครองจะเข้ามาดูมาก ถ้าเป็นสงครามในอินเตอร์เน็ตยุคนั้น รัฐยังไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นการต่อสู้ของคนที่เข้าไปใช้มากกว่า แต่ภายหลังรัฐก็ได้มีกรอบกฎหมายออกมา แต่ล่าช้ากว่า ประเด็นใหญ่กว่านั้นมันเป็นการสู้ภายในประชาสังคม โดยเฉพาะเรื่องศีลธรรมเพราะโลกอีนเตอร์เน็ตถูกแบ่งออกเป็น 2 โลก คือ โลกที่อยู่ในเว็บบอร์ด เป็นการใช้คำหยาบแต่ไม่มีการหมิ่นเบื้องสูง และโลกหนึ่งคือโลกที่ขาวสะอาดหรือเว็บที่ใช้เป็นเครื่องมือ"
            จุดเปลี่ยนผันอันต่อมาคือ เมื่อมีการทำรัฐประหาร ความรู้สึกที่ว่าการต่อต้านสรุปแล้วพยายามหาทางออกหรือเพิ่มขึ้น มันสำคัญตรงที่เมื่อการเมืองเปลี่ยน เริ่มมีกลุ่มต่อต้าน ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่ปรากฎบนอินเตอร์เน็ต สุดท้ายก็คือว่าการเมืองในอินเตอร์เน็ตมันซับซ้อนมากขึ้น เมื่อก่อนที่จะมีกฎหมายต่าง ๆ นั้น สังคมก็เรียกร้องว่าการที่ออกมาถกเถียงกันนั้นมีตัวตนจริงหรือเปล่า คุณเป็นใครในอินเตอร์เน็ต ซึ่งพื้นฐานสังคมเหล่านี้มันรองรับโครงสร้างกฎหมายบางอย่าง หลังจากนั้นการเมืองอินเตอร์เน็ตมันเฟื่องฟูมากขึ้น รัฐก็อยากจัดระเบียบให้ได้ แต่คนยุคใหม่มันเหมือนว่าไม่มีที่จะไป คนเลยเข้าไปอยู่ในนั้นกันหมด ท้ายที่สุดเป็นพื้นที่ในการต่อสู้ที่สลับซับซ้อน
            ขณะที่ในมุมมองของนักวิชาการทางด้านกฎหมาย อย่างอาจารย์สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชื่อม โยงประเด็นที่ว่าอินเตอร์เน็ตกับการเมือง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กับการเมือง และพรบ.คอมพิวเตอร์กับอินเตอร์เน็ต ว่าในที่สุดแล้วทั้งหมดทั้งมวลเกี่ยวข้องกันอย่างไร ทั้งในระดับระหว่างประเทศและระดับประเทศ แท้จริงแล้วอินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางในการสื่อสารที่มีอิทธิพลอย่างมากกับการ เมืองการปกครอง มีปัจจัยในรูปแบบบริการไม่ว่า social network, blog ฯลฯ ต่อมามันมีเนื้อหาที่ถูกทำให้ปรากฎมันมีลักษณะเป็นการเมือง ที่ไม่ใช่ในยุคหลังด้วยซ้ำไป เพราะการก่อให้เกิดอินเตอร์เน็ตนั้นมันมาจากการเมือง เพื่อเพิ่มช่องทางในการติดต่อสื่อสารในการรบ ให้ต่อเนื่อง แม่นยำ สมัยเมื่อสงครามของอเมริกาหรือสมัยสงครามโลก เกิดการคิดค้นเครือข่ายต่าง ๆ ขึ้นมา ฉะนั้นการเริ่มต้นของอินเตอร์เน็ตมันเข้าไปเกี่ยวพันกับการเมืองแล้ว
             นอกจากนี้อินเตอร์เน็ตได้เข้าไปมีอิทธิพลในวงการการศึกษา หรือบันเทิง ถูกนำมาใช้มากขึ้น กับบทบาทของสื่อทางเลือก ถูกนำมาใช้ในทางการเมืองมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะการเมืองในประเทศของแต่ละประเทศ ที่สำคัญก็คือว่ามันไม่ใช่การเมืองของภาครัฐแล้ว แต่กลับเป็นสื่อพลเมืองแทน เราจึงปฎิเสธไม่ได้ว่าอินเตอร์เน็ตถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งทาง การสื่อสาร ฉะนั้นมันมีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก แต่ก็จะหนักไปทางที่ว่าอินเตอร์เน็ตที่ถูกจัดว่าเป็นสื่อทางเลือกนั้นจะอยู่ ตรงข้ามรัฐบาล ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลบางประการมีพื้นที่ในการแสดงออกมากขึ้น ที่สำคัญคือตอบรับอุดมการณ์ทางประชาธิปไตย และมีกระบวนทัศน์ใหม่ที่ต่างจากสื่อกระแสหลัก"ในประเทศไทยก่อนหน้านี้ก็หนักไปในเรื่องบันเทิง พอยุคปลายทักษิณมันมีองค์ประกอบที่ว่าคนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ต่อมาคือหลังจากการรัฐประหารแล้วคนก็เริ่มอึดอัดใจในทางการเมืองมากขึ้น สื่อกระแสหลักมันลดทอนความหลากหลายลง มันเป็นเอกภาพของฝ่ายเดียว ซึ่งในทางประชาธิปไตยมันจะมีความเห็นในทิศทางเดียวกันไม่ได้ สุดท้ายมันมีพฤติกรรมของรัฐบางประการที่ใช้อำนาจปิดกั้นสื่อหรือแทรกแซงสื่อ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจัยหรือองค์ประกอบเหล่านี้ย่อมทำให้อินเตอร์เน็ทเข้ามามีบทบาททางการ เมืองและเข้ามาประสานงานกับบริการรูปแบบใหม่ ๆ อย่างเช่นเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์"
                แต่ก่อนอินเตอร์เน็ตกับการเมืองมีคนเข้าดูไม่กี่กลุ่มหรือมีไม่กี่บล็อค แต่ต้องยอมรับว่าบางทีคนไทยก็เบื่อกับการอ่านอะไรที่ยาวเกินไป พอเจอพวกเทคโนโลยีใหม่ ๆ มันก็เลยแพร่หลาย แต่ก็ไม่เหนือไปจากกลุ่มโทรทัศน์และวิทยุ เพราะมันยังเป็นกลุ่มเล็ก ๆ อยู่ แต่การเข้าถึงมันมีจุดแข็งมากกว่า โดยที่ผู้ใช้อำนาจรัฐต้องเกรงกลัวบางมุม ก็อย่างเช่น การมีซอกลึกลับ ทำให้คนที่คิดเหมือนกันเข้ามาเจอกันได้ บางคนไมเคยพบเจอกันมาก่อน แล้วรัฐก็ไม่สามารถปิดได้
พูดง่าย ๆ คือ "ฆ่าไม่หมด" อันต่อมาคือ คนที่เข้าไปใช้อินเตอร์เน็ตนั้นมันมีอะไรบางอย่าง อาจจะมีเงิน มีเวลา มีการศึกษา ซึ่งคนเหล่านั้นอาจจะไม่รู้เรื่องการเมืองเลย หรือรู้น้อย แต่รัฐมักจะมองว่ามีอิทธิพลที่ส่งผลกระทบต่อรัฐ จุดแข็งต่อมาคือ อินเตอร์เน็ตมันเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญกันคนต่างประเทศได้ดี มีศักยภาพ สุดท้าย การเมืองอินเตอร์เน็ตสามารถกระจายข่าวได้เร็ว กว่ารัฐจะรู้ตัวก็สายเกินไปแล้ว
                  อย่างไรก็ตามสิ่งที่ขาดไม่ได้คือเรื่อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ของพ.ร.บ.ทางด้านเทคโนโลยี แต่ก่อนเมื่อมีการร่างเมื่อ พ.ศ.2541 ก่อนที่จะนำมาบังคับใช้จริงเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการเมืองเลย แต่ที่เกิดมาได้เพราะกระแสอาชญากรรมทางด้านคอมพิวเตอร์ในต่างประเทศเท่านั้น แต่ก่อนที่จะออกมาจริงแล้ว มาตรา 14 เป็นเนื้อหาว่าด้วยการปลอมแปลงข้อมูล ส่วนมาตรา 15 เพิ่มการรับผิดของตัวกลางและผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ได้รับโทษเท่ากับคนที่นำเนื้อหามาใส่ สิ่งที่เกี่ยวกับการเมืองจริง ๆ แล้วคือเนื้อหาที่เพิ่มเข้ามาในมาตราที่ 14 ที่ว่าข้อมูลที่ใส่เข้าไปนั้นขัดต่อความมั่นคงต่อรัฐ นั่นแสดงว่าการเมืองเข้ามาแล้ว พอหลังจากช่วงการแปรญัญติของ ครม. มีอีกมาตราคือ มาตรา 20 มีการปิดกั้นเข้าสื่ออินเตอร์เน็ต"พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จะไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยถ้าไม่ไปผนวกกับความคลุมเครือใน กฎหมายเรื่องอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่เป็นปัญหาที่สุดก็คือ มาตรา 112 หารหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ก็ไม่ได้มีการประมวลว่าการใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ ประกอบกับมาตรา 112 มีกี่คดี ภาครัฐก็ไม่เปิดเผยด้วย แต่ความคลุมเครือที่มีมาโดยตลอดและยังไม่ได้รับการแก้ไขก็คือมาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการตีความว่าอะไรคือการหมิ่น แง่ต่อมาก็คือว่าผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์นั้นทุกท่านมีสิทธิ์ร้องได้ แน่นอนไม่ได้แค่ประเด็นหมิ่น แต่ไว้ใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง"
                   อย่างไรก็ตามอินเตอร์เน็ตก็ย่อมส่งผลซึ่งกันและกันกับทางการเมืองอย่าง แยกไม่ออก และจากการนำเสนอในครั้งนี้เป็นเพียงมุมมองหนึ่งซึ่งผู้อ่านจะต้องวิเคราะ ห็ด้วยว่าเหตุและผลของอินเตอร์เน็ตกับการเมืองที่นอกเหนือจากนักวิชาการนั้น มันมีอะไรที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง หรือสิ่งที่เป็นผลเสียจะแก้ไขได้อย่างไรเพื่อให้อินเตอร์เน็ตกับการเมือง นั้นอยู่คู่กันได้อย่างมีประสิทธภาพ




โดย :ดร. พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ -อาจารย์สาวตรี สุขศรี ขอบคุณที่มา : มติชนออนไลน์

ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต

ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต  ประโยชน์จากการใช้อินเตอร์เน็ตมีอะไรบ้าง





           ปัจจุบันอินเทอร์เน็ต มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของคนเรา หลายๆ ด้าน ทั้งการศึกษา พาณิชย์ ธุรกรรม วรรณกรรม และอื่นๆ ดังนี้ ด้านการศึกษา
          - สามารถใช้เป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลด้านการบันเทิง ด้านการแพทย์ และอื่นๆ ที่น่าสนใจ
          - ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จะทำหน้าที่เสมือนเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่
          - นักศึกษาในมหาวิทยาลัย สามารถใช้อินเทอร์เน็ต ติดต่อกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เพื่อค้นหาข้อมูลที่กำลังศึกษาอยู่ได้ ทั้งที่ข้อมูลที่เป็น ข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นต้น

ด้านธุรกิจและการพาณิชย์
          - ค้นหาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ
          - สามารถซื้อขายสินค้า ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
          - ผู้ใช้ที่เป็นบริษัท หรือองค์กรต่าง ๆ ก็สามารถเปิดให้บริการ และสนับสนุนลูกค้าของตน ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ เช่น การให้คำแนะนำ สอบถามปัญหาต่าง ๆ ให้แก่ลูกค้า แจกจ่ายตัวโปรแกรมทดลองใช้ (Shareware) หรือโปรแกรมแจกฟรี (Freeware) เป็นต้น

ด้านการบันเทิง
          - การพักผ่อนหย่อนใจ สันทนาการ เช่น การค้นหาวารสารต่าง ๆ ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่เรียกว่า Magazine o­nline รวมทั้งหนังสือพิมพ์และข่าวสารอื่นๆ โดยมีภาพประกอบ ที่จอคอมพิวเตอร์เหมือนกับวารสาร ตามร้านหนังสือทั่วๆ ไป
          - สามารถฟังวิทยุผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้
          - สามารถดึงข้อมูล (Download) ภาพยนตร์ตัวอย่างทั้งภาพยนตร์ใหม่ และเก่า มาดูได้

          จากเหตุผลดังกล่าว พอจะสรุปได้ว่า อินเทอร์เน็ต มีความสำคัญ ในรูปแบบ ดังนี้
      
          1. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic mail=E-mail) เป็นการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยผู้ส่งจะต้อง ส่งข้อความไปยังที่อยู่ของผู้รับ และแนบไฟล์ไปได้
          2. เทลเน็ต (Telnet) การใช้งานคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งที่อยู่ไกล ๆ ได้ด้วยตนเอง เช่น สามารถเรียกข้อมูลจากโรงเรียนมาทำที่บ้านได้
          3. การโอนถ่ายข้อมูล (File Transfer Protocol ) ค้นหาและเรียกข้อมูลจากแหล่งต่างๆมาเก็บไว้ในเครื่องของเราได้ ทั้งข้อมูลประเภทตัวหนังสือ รูปภาพและเสียง
          4. การสืบค้นข้อมูล (Gopher,Archie,World wide Web) การใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตในการค้นหาข่าวสารที่มีอยู่มากมาย ใช้สืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทั่วโลกได้
          5. การแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิดเห็น (Usenet) เป็นการบริการแลกเปลี่ยนข่าวสารและแสดงความคิดเห็นที่ผู้ใช้บริการอินเทอร์ เน็ตทั่วโลก แสดงความคิดเห็นของตน โดยกลุ่มข่าวหรือนิวกรุ๊ป(Newgroup)แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
          6. การสื่อสารด้วยข้อความ (Chat,IRC-Internet Relay chat) เป็นการพูดคุย โดยพิมพ์ข้อความตอบกัน ซึ่งเป็นวิธีการสื่อสารที่ได้รับความนิยมมากอีกวิธีหนึ่ง การสนทนากันผ่านอินเทอร์เน็ตเปรียบเสมือนเรานั่งอยู่ในห้องสนทนาเดียวกัน แม้จะอยู่คนละประเทศหรือคนละซีกโลกก็ตาม
          7. การซื้อขายสินค้าและบริการ (E-Commerce = Electronic Commerce) เป็นการซื้อ - สินค้าและบริการ ผ่านอินเทอร์เน็ต
          8. การให้ความบันเทิง (Entertain) บนอินเทอร์เน็ตมีบริการด้านความบันเทิงหลายรูปแบบต่างๆ เช่น รายการโทรทัศน์ เกม เพลง รายการวิทยุ เป็นต้น เราสามารถเลือกใช้บริการเพื่อความบันเทิงได้ตลอด 24 ชั่วโมง

          โดยสรุปอินเทอร์เน็ต ได้นำมาใช้เป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับงานไอที ทำให้เกิดช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว ช่วยในการตัดสินใจ และบริหารงานทั้งระดับบุคคลและองค์กร


ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต , ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ตมีอะไรบ้าง , ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ตต่อตัวเรา , ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ตด้านต่างๆ , ประโยชน์จากการใช้อินเตอร์เน็ต
ที่มา eduzones.com