สังคม ปัจจุบันนี้มีภัยต่างๆที่แฝงตัวอยู่ทุกส่วนของสังคมไม่ว่าจะเป็นภัยการถูก แอบถ่ายรูป หรือภัยจากการลักลอบโอนเงินจากธนาคาร เป็นต้น และนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในโลก “ไซเบอร์” อย่างอินเทอร์เน็ต ที่เข้ามาพร้อมกับความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี จนอยากที่จะหาทางแก้ไขได้ และที่สำคัญภัยในโลกไซเบอร์นั้นมีความน่ากลัวมากกว่าโจรผู้ร้ายหรืออาชญากร อีกเป็นเท่าตัว เพราะมันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ไม่เว้นแม้แต่ในห้องนอนของเราเอง ภัยในโลก “ไซเบอร์” ทุกวันนี้ได้ผุดขึ้นมาคุกคามประชาชนอย่างมากมาย โดยเฉพาะกับเยาวชนที่มักจะเป็นเป้าหมายของการถูกทำร้ายในโลกไซเบอร์ เพราะเยาวชนทุกวันนี้มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับหน้าจอคอมพิวเทอร์เพียง ลำพัง โดยปราศจากการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้ปกครอง ดังนั้น การก่อกำเนิดของ “อาสาสมัครแจ้งเตือนภัยออนไลน์” จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่ เกิดขึ้น ก่อนจะลงไปถึงรายละเอียดของโครงการคงต้องไปค้นหากันว่า ปัจจุบัน ภัยร้ายในโลกไซเบอร์นั้น มีอะไรกันบ้าง และแต่ละภัยมีความพิเศษที่ตรงไหน พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน แห่งสำนักคดีเทคโนโลยี และสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ให้ข้อมูลว่า ภัยในโลกไซเบอร์ที่สำคัญมี 4 เรื่องด้วยกันคือ 1.พิชชิ่ง(Pifishing) คือการเลียนแบบทำเหมือนต้นฉบับทุกประการ ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ส่วนใหญ่อาชญากรจะใช้ในการทำธุรกรรมทางด้านการเงิน อย่างเช่น การฝากเงิน การถอน หรือการโอนเงิน ด้วยการตั้งเว็บไซต์ขึ้นมาเหมือนกับธนาคารทุกประการและหลังจากนั้นจะมีการ หลอกผู้ที่เข้าไปใช้บริการเพื่อเอารหัสบัญชีแล้วนำไปทำธุรกรรมอย่างอื่น 2.ภัยจากบัตรเครดิต ซึ่งเป็นภัยของพวกนักชอปหรือผู้ที่ไม่ต้องการพกเงินสดติดตัวเป็นจำนวนมากก็ จะใช้บัตรเครดิตในการชำระค่าสินค้าต่างๆ แต่ใครจะรู้ว่าถึงเวลาชำระค่าบัตรกลับมีตัวเลขที่ต้องชำระเพิ่มขึ้นอย่างมาก โขทั้งๆที่ไม่ได้ใช้ ซึ่งวิธีการที่พวกมิจฉาชีพมักจะหาประโยชน์จากบัตรเครดิตคือ ทุกครั้งที่มีการรูดบัตรตัวเครื่องก็จะทำการอ่านบัตรและเชื่อมต่อไปยัง ธนาคารเจ้าของบัตร แต่ระหว่างที่มีการติดต่อกันระหว่างเครื่องรูดบัตรกับธนาคาร พวกมิจฉาชีพก็ได้นำเครื่องเล่น MP3 ไปไว้เพื่อดักฟังข้อมูล 3.ภัยจากเว็บแคม ถือได้ว่าเป็นภัยที่นับวันจะมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะกับเด็กวัยรุ่น เพราะมิจฉาชีพจะติดกล้องไว้ที่ตัวคอมพิวเทอร์เพื่อดูพฤติกรรมของอีกฝ่าย หนึ่ง และเว็บแคมทุกวันนี้มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นถึงขั้นลามกอนาจารก็ว่าได้ 4.ภัยทางอินเทอร์เน็ต เพราะมีการเผยแพร่ สิ่งพิมพ์ รูปภาพ หรือโฆษณาวัตถุลามก อนาจาร ผิดกฎหมาย หมิ่นประมาท ยุยงก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม “ภัยบนโลกอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้มีหลายรูปแบบที่เพิ่มมากขึ้น ในอดีตเราวางของไว้ในบ้านของเราของก็คงจะไม่หาย แต่ปัจจุบันนี้เราไม่สามารถนำของวางไว้ไกลตัวได้เลย เพราะภัยในโลกไซเบอร์มันสามารถเข้าถึงตัวเราได้อยู่ตลอดเวลาและเกิดได้ทุก ที่ด้วย ถ้าเราไม่ป้องกันมัน” “แต่สิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำและอยาก จะขอความร่วมมือมากที่สุดคือโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนด้านไอที ควรจะสอนวิธีป้องกันภัยทางคอมพิวเทอร์ด้วย ไม่ใช่สอนเพียงแค่วิธีใช้งานเพียงอย่างเดียว เพราะไม่เช่นนั้นแล้วโศกนาฏกรรมทางคอมพิวเทอร์ในโลกไซเบอร์ก็คงจะทวีความ รุนแรงเพิ่มขึ้นอีก” พ.ต.อ.ญาณพลแจกแจง ด้านดร.ธงชัย โรจน์กังสดาล ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการรักษาความปลอดภัยระบบคอมพิวเทอร์และเครือข่าย ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเทอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานที่ปรึกษากระทรงไอซีที อธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันนี้ภัยไซเบอร์เข้าถึงห้องนอนของเด็กๆ แล้วหากผู้ใหญ่ยังตามไม่ทัน ไม่ให้ความสำคัญกับการต่ออินเทอร์เน็ตที่บ้านก็เท่ากับเป็นการเปิดประตู เชื้อเชิญคนร้ายให้เข้ามาในบ้าน “สมัยก่อนเราห่วงเด็กๆ จะแชตกับคนแปลกหน้า แต่ขณะนี้ในห้องแชตติดกล้องเว็บแคมที่มีคนอยู่หลายร้อยจนหลายพันคน ซึ่งแต่ละคนก็จะถ่ายทอดภาพของตัวเองออกมา และสมัยนี้มีเว็บบล็อก เป็นพื้นที่ว่างบนอินเทอร์เน็ต ที่เปิดให้ใส่ทั้งรูปภาพ เขียนข้อความไว้เป็นไดอารี่ ใครก็เข้ามาอ่านได้ คนร้ายมักจะใช้ข้อมูลตรงนี้ไปดักพบล่อลวงเด็กได้เลย ความเจริญของเทคโนโลยีหากใช้อย่างไม่ระวัง ก็เกิดโทษได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม ต้องตามมันให้ทัน”ดร.ธงชัยแจกแจง ส่วนมณีรัตน์ ผลิพัฒน์ รองปลัดกระทวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เสริมว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่มีความรู้ในระดับการใช้งาน แต่ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องของพิษภัยและการระวังรักษาความปลอดภัย ดังนั้นโปรแกรมอันตรายหรือมิจฉาชีพก็จะพุ่งเป้าการโจมตีที่ตัวบุคคลหรือผู้ ใช้ทั่วไป โดยเฉพาะมือใหม่ ดังนั้น คนจึงคือจุดอ่อนที่เปราะบางที่สุดของระบบ ที่สามารถทำให้ระบบซึ่งคิดว่าปลอดภัยดีอยู่แล้วเปลี่ยนเข้าสู่ภาวะเสี่ยงภัย ได้ทันที “ภัยอินเทอร์เน็ตเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติที่ต้องได้รับการป้องกัน แก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย รวมถึงอาสาสมัครภาคประชาชนที่พอจะมีความรู้ความสามารถความตั้งใจจะเข้ามา ช่วยเหลืองานเพื่อสังคม” ทีนี้ ก็มาถึงบรรดาอาสาสมัครแจ้งเตือนภัยออนไลน์ที่มีตัวแทนของ อาจารย์ นักเรียนและผู้ปกครอง เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก และจากการสอบถามถึงเหตุผลที่เข้ามาทำงานเป็นอาสาสมัครในครั้งนี้ว่ามีความ รู้สึกอย่างไร กนกอร สมโภชน์ นักเรียนจากโรงเรียนพิชยะศึกษา เล่าถึงความรู้สึกที่เข้ามาเป็นอาสาสมัครแจ้งเตือนภัยออนไลน์ว่า คิดว่าจะต้องนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมกลับไปบอกกับเพื่อน และน้องๆในโรงเรียนว่าเราควรจะมีสติในการกลั่นกรองการเข้าใช้บริการทางอิน เทอร์เน็ตให้มากกว่าเดิม เพราะบางครั้งทางเว็บไซต์ก็มีแต่เรื่องที่ไม่ดีถ้าไม่ใช้สติในการเข้าใช้งาน ก็อาจจะแย่ได้ |
|
|
บทความจาก : ผู้จัดการออนไลน์


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น